พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2567

สาส์นแม่พระ 25 ก.ย. 2024

สาส์นแม่พระประทานแก่ มารีจา 25 ก.ย. 2024
ลูกที่รักทั้งหลาย
         ด้วยความรักต่อลูกทั้งหลาย,พระเจ้าจึงทรงส่งแม่มาอยู่ท่ามกลางลูก,เพื่อรักลูกและกระตุ้นจิตใจของลูกให้กลับใจและสวดภาวนาเพื่อสันติภาพในตัวลูกเอง,ในครอบครัวของลูกและในโลก  
          ลูกน้อยทั้งหลาย,อย่าลืมว่าสันติภาพที่แท้จริงมาจากการสวดภาวนาต่อพระเจ้าเท่านั้น พระผู้ทรงเป็นสันติภาพของลูก  
          ขอขอบใจที่ตอบสนองเสียงเรียกของแม่           
            ***************
ประกาศจากสมณกระทรวงแห่งความเชื่อ โดยได้รับความยินยอมจากพระสันตะปาปาฟรังซิส อนุมัติให้แสดงความศรัทธาที่เชื่อมโยงกับเมดจูกอเรจ์ได้ โดยยอมรับผลลัพท์ทางจิตวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์ที่ได้รับจากศาสนสถานราชินีแห่งสันติภาพ โดยไม่ต้องประกาศเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่มีการอ้างถึง 
            ***************
ประกาศเพิ่มเติม - วาสุลา ไรเดน ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2024 เวลา 2.30 น. 
วาสุลา ไรเดน ผู้ที่ได้รับสาส์นจากพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ เธอได้เขียนสาส์นเหล่านั้นในหนังสือชื่อ “ชีวิตแท้ในพระเจ้า”(True Life in God) 

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2567

ซีโมน เฮเรติกคนแรก


โดยนักบุญอัลฟอนโซ เดอ ลิโกวรี

ซีโมน มากัส เฮเรติกคนแรกที่ก่อกวนพระศาสนจักร เขาเกิดในเขตสะมาเรียที่เรียกว่ากีธอนหรือกิตธิส(Githon or Gitthis) เขาถูกเรียกว่ามากัส(Magus) หรือผู้ทำเวทมนตร์ เพราะเขาใช้เวทมนตร์คาถาเพื่อหลอกลวงประชาชน และด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับฉายาพิเศษในหมู่ชาวเมืองว่า “อานุภาพยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (กิจการ 8:10) “ชายผู้นี้คือพระอานุภาพของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่” เมื่อเขาเห็นว่าบุคคลที่อัครสาวกเปโตรและยอห์นวางมือบนศีรษะ,บุคคลนั้นก็ได้รับพระจิต ซีโมนจึงเสนอเงินให้อัครสาวกเพื่อทำให้เขามีอำนาจในการถ่ายทอดพระจิตในลักษณะเดียวกัน และด้วยเหตุนี้ ความผิดอันน่ารังเกียจของการขายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงถูกเรียกว่า ซีโมนี(Simony) เขาเดินทางไปโรมและมีการสร้างรูปปั้นให้เขาในเมืองนั้น ซึ่งนักบุญจัสตินได้พูดต่อหน้าชาวโรมันเกี่ยวกับซีโมน(ในการพูดในที่สาธารณะครั้งแรกของท่า) โดยนักบุญกล่าวว่า “ในเมืองหลวงของพวกท่าน เขา (ซีโมน) ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเจ้า และมีการสร้างรูปปั้นให้เขาบนเกาะไทเบอร์ ระหว่างสะพานทั้งสองแห่ง โดยมีจารึกภาษาละตินว่า “SIMONI, DEO SANCTO” (ซีโมน พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์) ซีโมนได้พูดผิดพลาดไว้หลายประการ ซึ่งโนเอล อเล็กซานเดอร์(Noel Alexander)ได้กล่าวถึงและหักล้างไว้ ข้อผิดพลาดหลักๆ คือ เขาบอกว่าโลกถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าทูตสวรรค์ เมื่อวิญญาณออกจากร่างกาย มันจะเข้าไปในร่างกายอื่น ซึ่งหากเป็นความจริง นักบุญอิเรเนียสกล่าวว่า วิญาณจะระลึกถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในร่างกายเดิม เพราะความทรงจำซึ่งเป็นคุณสมบัติของวิญญาณนั้นไม่สามารถแยกออกจากวิญญาณได้ ข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่งของซีโมนคือข้อผิดพลาดที่ถูกเปิดเผยโดยเฮเรติกในสมัยของเราเอง นั่นคือ มนุษย์ไม่มีจิตอิสระหรือเจตจำนงเสรี และ ดังนั้นการทำความดีจึงไม่มีความจำเป็นต่อความรอด บารอนเนียสและเฟลอรี(Baronius and Fleury)เล่าว่าด้วยพลังของมนตร์สะกด เขาได้ทำให้ปีศาจยกเขาขึ้นไปในอากาศในวันหนึ่ง แต่เมื่อนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโลซึ่งอยู่ที่นั่นด้วยและได้เรียกขานพระนามพระเยซูคริสต์ เขาก็ตกลงมาและขาหักทั้งสองข้าง เพื่อนๆของเขาพาเขาไป แต่ความทุกข์ทางร่างกายและจิตใจของเขาทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากอย่างมาก จนเขาต้องกระโดดลงมาจากหน้าต่างที่สูงด้วยความสิ้นหวัง และด้วยเหตุนี้ เฮเรติกคนแรกที่ก่อกวนพระศาสนจักรแห่งพระคริสต์จึงเสียชีวิต 

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2567

ปีศาจกลัวแม่พระมาก



โทมัส เอ. เคมปิส(Thomas a Kempis) ผู้ประพันธ์หนังสือจำลองแบบพระคริสต์,ยืนยันว่า “ปิศาจเกรงกลัวราชินีแห่งสวรรค์ถึงขนาดที่เมื่อได้ยินพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระนาง พวกมันจะบินหนีจากผู้ที่เรียกพระนามนั้นราวกับว่ากำลังหนีจากไฟที่กำลังลุกไหม้” พระแม่มารีย์ทรงเปิดเผยแก่นักบุญบริจิตเองว่า “ไม่มีคนบาปคนใดบนโลกนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะปราศจากความรักของพระเจ้าก็ตาม ปิศาจจะบินหนีจากเขาทันที หากเขาเรียกพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระนางด้วยความมุ่งมั่นที่จะกลับใจ” ในอีกโอกาสหนึ่ง พระนางทรงกล่าวซ้ำเรื่องเดียวกันนี้กับนักบุญโดยกล่าวว่า “ปิศาจทุกตัวเคารพและเกรงกลัวพระนามของพระนางถึงขนาดที่เมื่อได้ยินพระนามนั้น พวกมันจะคลายกรงเล็บที่มันจับวิญญาณไว้ทันที” พระแม่มารีย์ทรงบอกกับนักบุญบริจิตว่า “ในลักษณะเดียวกับที่ทูตสวรรค์ผู้กบฏบินหนีจากคนบาปที่เรียกพระนามของพระนางมารีย์ ทูตสวรรค์ที่ดีก็เข้าใกล้วิญญาณที่ชอบธรรมที่เรียกพระนามของพระนางด้วยความศรัทธาเช่นกัน”  
 ----------------

โอ้ พระแม่มารีย์ผู้ทรงได้รับพระพร ผู้ทรงเป็นคนกลางประทานพระหรรษทาน โปรดวิงวอนพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ของพระนางให้ทรงช่วยเหลือวิญญาณในไฟชำระ โดยเฉพาะวิญญาณที่กำลังทำการชดใช้บาปอย่างรุนแรงจากการไม่ให้เกียรติและแสดงความดูถูกพระนางตลอดชีวิตของพวกเขา ขอให้พระโลหิตอันล้ำค่าของพระเยซูทรงชำระล้างมลทินฝ่ายวิญญาณของพวกเขา โปรดทรงปลดปล่อยพวกเขาจากพระพิโรธอันชอบธรรมของพระองค์ และทรงประทานความสงบสุขแก่พวกเขาในที่ซึ่งแสงสว่างจากพระพักตร์ของพระองค์ส่องสว่าง อาแมน † 

ขอสรุปด้วยบทภาวนาอันอ่อนโยนของนักบุญบอนาเวนเจอร์: 

“โอ พระแม่มารีย์ ลูกวิงวอนพระแม่ เพื่อพระเกียรติแห่งพระนามของพระแม่ โปรดเสด็จมายังลูกด้วยในเวลาที่กำลังจะจากโลกนี้ไป และโปรดรับวิญญาณนั้นไว้ในอ้อมแขนของพระนางเทอญ” อาแมน †

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2567

คำพูดของนักบุญ


“จงอย่าท้อแท้หรือท้อถอยหากการกระทำของลูกไม่ประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ ลูกคาดหวังอะไร? เราถูกปั้นขึ้นมาจากดินเหนียวและไม่ใช่ว่าดินทุกชนิดจะให้ผลตามที่ช่างปั้นคาดหวังไว้ แต่ให้เรามีใจถ่อมตนและรับรู้ว่าเราไม่มีค่าอะไรเลยหากเราขาดความช่วยเหลือจากพระเจ้า"

-คุณพ่อปิโอ

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2567

ฤทธิ์อำนาจแห่งสายประคำ


ผมจึงไม่ลืมที่จะพกสายประคำติดตัวไว้เสมอและสวดทุกวัน แม้ว่าผมจะไม่ใช่คาทอลิกก็ตาม
>>>อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2567

ความช่วยเหลือจากนักบุญอัครเทวดามีคาแอล


นักบุญอัครเทวดามีคาแอลประจักษ์แก่นักบุญยูด็อกซี(EUDOXY)

ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของนักบุญอัครเทวดามีคาแอลแสดงออกมาในกรณีของคนบาปและการสำนึกผิดของบุคคลผู้นี้ และในที่สุด,ท่านได้เป็นมรณะสักขีของพระคริสต์ ท่านคือนักบุญยูด็อกซี ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยการปกครองของจักรพรรดิทราจัน(Trajan) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 2

ยูด็อกซี่มีพื้นเพมาจากสะมาเรีย (ในปาเลสไตน์) เธอเคยใช้ชีวิตอย่างอิสระในการเสพสุราเมามาย

พระสงฆ์นักพรต,นักบุญเจอร์เมน(Saint Germain)ได้ทำให้เธอกลับใจ หลังจากกลับใจแล้ว,เธอได้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติมหาศาลของเธอให้กับคนยากจน ทรัพย์สมบัติซึ่งได้มาจากการค้าขายที่น่าละอาย เธอให้อิสรภาพแก่ทาสของเธอ และใช้เวลาเจ็ดวันตามลำพังในการสวดภาวนาและอดอาหารก่อนที่จะรับศีลล้างบาป

พระสงฆ์นักพรตผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ให้คำแนะนำแก่ยูด็อกซีและสวดภาวนาให้กับเธอ และท่านยืนยันกับเธอว่าการกลับใจของเธอนั้นอยู่ในความช่วยเหลือของนักบุญอัครเทวดามีคาแอล

เธอเล่าให้พระสงฆ์ฟังว่า “คุณพ่อคะ,ขอบคุณพระเจ้า,สำหรับพระหรรษทานที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ลูก ถึงแม้ว่าลูกจะไม่สมควรก็ตาม ลูกใช้เวลา 6 วันร้องไห้เพราะบาปของลูกและปฏิบัติตามคำแนะนำศักดิ์สิทธิ์ที่คุณพ่อกำหนดไว้

ในวันที่เจ็ด, ขณะที่ลูกก้มหน้าลง, ลูกเห็นตนเองรายล้อมไปด้วยแสงอันเจิดจ้า

ลูกเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง สวมอาภรณ์สีขาว, สุภาพเรียบร้อย, จูงมือลูกขึ้นไปสู่สวรรค์ ลูกเห็นคนจำนวนมากแต่งตัวเช่นเดียวกับชายหนุ่มคนนั้น, พวกเขามีความสุขที่ได้พบลูก และเมื่อรู้ว่าวันหนึ่งลูกจะ มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับพวกเขา

ขณะที่ลูกเห็นนิมิตนี้ ลูกเห็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวตัวหนึ่งกำลังต่อสู้กับพระเจ้า,มันส่งเสียงหอนน่าสะพรึงกลัว เพราะมันแย่งชิงเหยื่อไปจากพระองค์ ซึ่งเป็นของมันตามชื่อเรียกหลายอย่าง แต่เสียงที่มาจากสวรรค์เริ่มบอกว่า ความดีอันไม่มีสิ้นสุดเป็นของพระองค์ผู้ทรงมีพระเมตตาต่อคนบาปที่สำนึกผิด

เสียงเดียวกันนี้สัญญากับลูกว่าจะให้การคุ้มครองลูกเป็นพิเศษตลอดชีวิตของลูก และลูกได้ยินว่าท่านคือนักบุญอัครเทวดามีคาแอล”

ยูด็อกซี,หญิงชาวสะมาเรียผู้สำนึกผิดคนนี้ได้รับการปกป้องอย่างดีจากนักบุญอัครเทวดามีคาแอล, หลังจากชีวิตแห่งการทำพลีกรรม, ด้วยอัศจรรย์และการกลับใจ, เธอได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งการเป็นมรณะสักขี, โดยอาศัยความเชื่อในคริสตศาสนาของเธอ เธอเสียชีวิตเป็นมรณะสักขีในวันที่1 มีนาคม ในปี 114