พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2567

คุณธรรมความอดทน


หากคุณรู้สึกหงุดหงิดที่พระเจ้าดูเหมือนจะไม่ตอบคำอธิษฐานของคุณ คุณไม่ควรยอมแพ้แต่จงอดทนรอคอย

 คุณธรรมแห่งความอดทนเป็นสิ่งที่พวกเราหลายคนขาดไป โดยเฉพาะในบางช่วงของชีวิต คุณอาจมีช่วงเวลาที่คุณหงุดหงิดกับลูกๆของคุณเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยหรือไม่สบาย

ขอให้ดูความอดทนของนักบุญเป็นตัวอย่าง

 ในพันธสัญญาเดิม  

 โจเซฟต้องรอนานถึง 13 ปีกว่าจะได้รับอิสรภาพและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองอียิปต์

อับราฮัมต้องรอถึง 25 ปีเต็มเพื่อจะได้อิสอัค ถือกำเนิดเป็นลูกชายของเขา ซึ่งในเวลานั้นเขาอายุได้ 100 ปี  

ส่วนโมเสส... การรอคอยในทะเลทรายนานถึง 40 ปีก่อนที่จะนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา  ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอย่างน่าเหลือเชื่อ

ในพันธสัญญาใหม่  

เอลิซาเบธ มารดาของยอห์นผู้ทำพิธีล้างด้วยน้ำ ซึ่งเธอถูกกล่าวขานว่าเป็นหมันและต้องรอจนแก่เฒ่าจึงจะได้รับพรให้กำเนิดยอห์น  

สุดท้าย ลองนึกถึงพระเยซู พระองค์ทรงรออย่างน่าประทับใจถึง 30 ปีก่อนที่จะเริ่มงานประกาศข่าวดีต่อสาธารณชน นั่นคือ จนกว่าจะถึงเวลาที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงกำหนดไว้ 

นักบุญโมนิกาต้องใช้เวลาถึง 18 ปีในการสวดภาวนาวอนขอให้ลูกชายของเธอ,ออกัสติน,กลับใจ 

ดังนั้น หากคุณวางใจในพระเจ้าก็จงมีความอดทน โปรดจำบุรุษและสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่มาก่อนคุณ ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความอดทนอย่างยิ่งใหญ่ต่อพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องขอบคุณเวลานั้นด้วย พวกเขาจึงได้รับหรือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้ 

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพระเยซู


ครั้งหนึ่งพระเยซูทรงถามคัทเธอรีนแห่งเซียนนาว่า “ลูกที่รัก ลูกรู้ไหมว่าทำไมเราถึงรักลูก?” คัทเธอรีนตอบว่าเธอไม่ทราบ พระเยซูจึงตรัสว่า “เราจะบอกลูก ถ้าเราเลิกรักลูก ลูกก็จะไม่เหลืออะไรเลย ลูกจะไม่สามารถทำอะไรดีๆได้เลย เวลานี้ลูกคงเห็นแล้วว่าทำไมเราถึงต้องรักลูก” “จริงค่ะ” คัทเธอรีนตอบ และทันใดนั้นเธอก็พูดว่า “ลูกอยากจะรักพระองค์แบบนั้น” 

 แต่ทันทีที่เธอพูดจบ เธอก็รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นไม่เหมาะสม พระเยซูทรงยิ้ม จากนั้นเธอก็พูดอีกว่า “แต่มันไม่ยุติธรรม พระองค์สามารถรักลูกด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ลูกรักพระองค์ด้วยความรักเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

ในขณะนั้น พระเยซูทรงขัดจังหวะและตรัสว่า “เราได้ทำให้ลูกสามารถรักเราด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ได้” เธอประหลาดใจและถามพระองค์ทันทีว่าทำอย่างไร “เราได้ให้เพื่อนมนุษย์ของลูกอยู่ข้างๆใกล้ลูกแล้ว ไม่ว่าลูกจะทำอะไรกับพวกเขา เราจะถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำกับเรา” คัทเธอรีนเต็มไปด้วยความปิติยินดีและวิ่งไปดูแลคนเจ็บป่วยในโรงพยาบาล “ตอนนี้ลูกสามารถรักพระเยซูด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว” 

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567

แปลกแต่จริง



คุณแม่ชาวเซาท์แคโรไลนาคนหนึ่งยังคงไม่เชื่อข่าวนี้ หลังจากที่เธอเพิ่งคลอดลูกคนที่ 4 เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดวันเดียวกันกับพี่ๆทั้งสามของเธอ  

 คริสติน แลมเมิร์ต(Kristin Lammert) เป็นคุณแม่ของลูกสาว 3 คน ได้แก่ โซเฟีย วัย 9 ขวบ จิวเลียนา วัย 6 ขวบ และมีอา วัย 3 ขวบ ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ก่อนที่จะต้อนรับลูกสาวคนที่ 4 วาเลนตินา ที่เกิดในวันเดียวกันในปีนี้ ลูกสาวทั้ง 3 คน,แต่ละคนเกิดห่างกัน 3 ปี

--------------
ข่าวจากวาติกัน 

 ข้อสรุปจากวาติกันเกี่ยวกับการประจักษ์ของแม่พระที่การาบังดัล ไม่มีองค์ประกอบ "เหนือธรรมชาติ" ในการปรากฏตัวของพระแม่มารีย์ ที่ซานเซบาสเตียน เดอ การาบันดัลในช่วงทศวรรษ 1960 แต่อนุญาตให้มีการนมัสการแบบส่วนตัว เนื่องจากผู้คน "ไปสวดภาวนาแล้วจึงไปร่วมพิธีมิสซา"

 เรื่องนี้ได้รับการประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยประธานสมณะกระทรวงแห่งความเชื่อ พระคาร์ดินัลวิกเตอร์ มานูเอล เฟอร์นันเดซ แห่งอาร์เจนตินา ในงานแถลงข่าวที่นครวาติกัน (กรุงโรม) ซึ่งรายงานโดย Europa Press เมื่อถูกซักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองแคนตาเบรียระหว่างปี 1961 ถึง 1965 ซึ่งเด็กหญิง 4 คน อายุระหว่าง 10 ถึง 12 ปี จากเมืองดังกล่าวอ้างว่าได้เห็นการปรากฏมาของนักบุญมีคาแอล อัครทูตสวรรค์ และพระแม่มารีย์หลายครั้ง

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567

ปีศาจกลัวศีลมหาสนิท


ในวีดีโอนี้ ปีศาจที่สิงอยู่ในผู้ชายเสื้อเขียว,เมื่อเข้าใกล้ศีลมหาสนิทก็ล้มลงและชักดิ้นพร้อมทั้งส่งเสียงหอน

เราเคยอ่านในพระวรสารว่า เมื่อพระเยซูเทศน์สอนในศาลาธรรมที่คาเปอร์นาอุม ชายคนหนึ่งถูกปีศาจเข้าสิง เขาร้องตะโกนว่า ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ... พระเยซูทรงดุปีศาจและตรัสสั่งให้ปีศาจออกจากชายผู้นั้น ปีศาจเมื่อทำให้ชายผู้นั้นล้มลงชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา(มาระโก 1:21)

เหตุการณ์ในวีดีโอนี้ดูเหมือนจะตรงกับเรื่องราวในพระวรสาร

เรื่องนี้เตือนเราว่า พระเยซูทรงอยู่ในศีลมหาสนิทอย่างแท้จริง ผู้ที่จะเข้าไปรับศีลมหาสนิทจึงต้องมีความเคารพ และเขาต้องอยู่ในพระหรรษทานของพระเจ้า ไม่มีบาปหนัก มิฉะนั้นการรับศีลของเขาก็จะไม่เกิดประโยชน์ พระเยซูจะไม่ประทับอยู่กับเขาอย่างแน่นอน ซ้ำยังจะเป็นการซ้ำเติมโทษทัณท์ของเขาเพิ่มอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2567

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2567

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567

พระธรรมชาติของพระเยซูเจ้า


ทำไมพระเยซูจึงตรัสว่าพระบิดาของเราทรงยิ่งใหญ่กว่าพระองค์ ในพระคัมภีร์ ยอห์น 14:28 พระเยซูตรัสว่า “ท่านได้ยินที่เราบอกกับท่านแล้วว่า เรากำลังจะไป และเราจะกลับมาหาท่านทั้งหลาย ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีที่เรากำลังไปเฝ้าพระบิดา เพราะพระบิดาทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา”

บางคนแปลข้อความนี้ว่า พระเยซูไม่ใช่พระเจ้า เพราะพระองค์ไม่เทียบเท่าพระบิดาผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตาม การแปลเช่นนี้ขัดแย้งกับความจริงทางเทววิทยาเกี่ยวกับพระธรรมชาติสองอย่างของพระเยซูเจ้า พระเยซูทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อย่างสมบูรณ์ในเวลาเดียวกัน เมื่อพระองค์ตรัสว่า พระบิดาทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา นั้น พระองค์ตรัสจากพระธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์ ไม่ใช่ธรรมชาติพระเจ้า  ในฐานะมนุษย์,พระเยซูทรงมีประสบการณ์ ความหิวโหย,ความกระหายและความโศกเศร้า,ซึ่งพระธรรมชาติพระเจ้าไม่มีประสบการณ์เช่นนี้ ตัวอย่างเช่น พระเยซูทรงร้องไห้ขณะทอดพระเนตรกรุงเยรูซาเล็ม และทรงหิวโหยเมื่อทรงอดอาหารในถิ่นทุรกันดารเป็นเวลาสี่สิบวัน สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ในธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์ แต่ในธรรมชาติพระเจ้า,พระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์ ทำให้คนตายกลับฟื้นคืนชีพ,ขับไล่ปีศาจออกจากคนที่มันสิง พระธรรมชาติพระเจ้าของพระเยซูเจ้าทรงเทียบเท่ากับพระบิดา แต่ในธรรมชาติมนุษย์,พระเยซูทรงรับรู้ถึงบทบาทอันยิ่งใหญ่ของพระบิดา คริสตศาสนาสอนว่า พระเจ้าได้ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในองค์พระเยซูเจ้า ใม่ใช่มนุษย์กลายเป็นพระเจ้า   เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยซูตรัสว่า พระบิดาทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา พระองค์จึงระบุถึงธรรมชาติมนุษย์อันเนื่องมาจากการเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระองค์และไม่ได้ทรงปฏิเสธความเป็นพระเจ้าของพระองค์   พระองค์ตรัสเพื่อแสดงว่าทรงรับรู้ถึงขีดจำกัดในธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของพระองค์เมื่อเปรียบเทียบกับธรรมชาติพระเจ้าของพระองค์