พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2025 หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดประเวณี

           พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พระองค์เสด็จไปในพระวิหารอีก ประชาชนเข้ามาห้อมล้อมพระองค์ พระองค์ประทับนั่ง แล้วทรงเริ่มสั่งสอน บรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีนำหญิงคนหนึ่งเข้ามา หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี เขาให้นางยืนตรงกลาง แล้วทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์ หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี ในธรรมบัญญัติ โมเสสสั่งเราให้ทุ่มหินหญิงประเภทนี้จนตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไร” เขาถามพระองค์เช่นนี้ เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุปรักปรำพระองค์ แต่พระเยซูเจ้าทรงก้มลง เอานิ้วพระหัตถ์ขีดเขียนที่พื้นดิน เมื่อคนเหล่านั้นยังทูลถามย้ำอยู่อีก พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” แล้วทรงก้มลงขีดเขียนบนพื้นดินต่อไป เมื่อคนเหล่านั้นได้ฟังดังนี้ ก็ค่อย ๆ ทยอยออกไปทีละคน เริ่มจากคนอาวุโส จนเหลือแต่พระเยซูเจ้าตามลำพังกับหญิงคนนั้น ซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ตรัสกับนางว่า “นางเอ๋ย พวกนั้นไปไหนหมด ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ” หญิงคนนั้นทูลตอบว่า “ไม่มีใครเลย พระเจ้าข้า” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”
(ยอห์น 8:1-11)








วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

พระศาสนจักรในทุกวันนี้เป็นพระศาสนจักรแห่งมรณสักขี



ในมิสซาของเช้าวันอังคารที่ 21 เม.ย. 2015 พระสันตปาปาฟรังซิสตรัสเกี่ยวกับการเบียดเบียนคริสตชน ซึ่งเข้ากับบทอ่านพระคัมภีร์ที่พูดถึงมรณสักขีองค์แรก  น. สตีเฟน แต่ก็มีหลายคนที่ปฏิเสธความเชื่อของเขา
พระดำรัสของพระสันตปาปาฟรังซิส
“ในทุกวันนี้  มีสตีเฟนสักกี่คนในโลก  ขอให้เราคิดถึงพี่น้องของเราที่ถูกตัดคอที่ชายหาดของประเทศลิเบีย ขอให้เราคิดถึงเด็กหนุ่มที่ถูกเผาทั้งเป็นโดยเพื่อนร่วมชาติของเขาเองด้วยสาเหตุที่เขาเป็นคริสตชน  ขอให้เราคิดถึงบรรดาผู้ลี้ภัยที่ถูกโยนจากเรือลงสู่ทะเลโดยผู้ลี้ภัยคนอื่นๆด้วยสาเหตุเพราะพวกเขาเป็นคริสตชน....และยังมีคนอื่นอีกมากมาย  คนอื่นๆที่เราก็ไม่อาจรู้ข่าวคราวของพวกเขาได้เพราะพวกเขาถูกคุมขังอยู่ในคุกด้วยสาเหตุที่พวกเขาเป็นคริสตชน...พระศาสนจักรทุกวันนี้เป็นพระศาสนจักรแห่งมรณสักขี  พวกเขารับทนทุกข์ทรมาน  พวกเขามอบชีวิตของพวกเขาและพวกเราก็ได้รับพระพรของพระเป็นเจ้าจากการเป็นพยานของพวกเขา”
พระสันตะปาปาเรียกร้องให้คริสตชนทั้งหลายร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตชนเหล่านั้นที่ถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อของพวกเขา
 “พระวาจาของพระเป็นเจ้าถูกปฏิเสธจากคนบางกลุ่ม  พระวาจาของพระเป็นเจ้ากลายเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจเมื่อท่านมีหัวใจแข็งเป็นหิน  เมื่อท่านมีหัวใจของคนป่าเถื่อนไร้ศาสนา  เพราะพระวาจาของพระเป็นเจ้าเรียกร้องให้ท่านแบ่งปันแก่ผู้หิวโหยด้วยขนมปังซึ่งพระเยซูเจ้าตรัสถึง  ในประวัติศาสตร์ของการเผยแสดงให้เราทราบ  มีมรณสักขีจำนวนมากที่ถูกฆ่าตายเพราะความเชื่อของพวกเขา  ความเชื่อและความสัตย์ซื่อต่อพระวาจาของพระเป็นเจ้า  อันเป็นสัจจธรรมของพระองค์”
พระสันตปาปาฟรังซิสทรงเปรียบเทียบความเป็นมรณสักขีของ น.สตีเฟนกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า “ท่านนักบุญก็เช่นเดียวกัน  ได้ตายพร้อมกับให้อภัยแก่ศัตรู และได้สวดภาวนาเพื่อศัตรูด้วย”
              พระสันตะปาปาตรัสว่า – “ผู้ที่เบียดเบียนบรรดาประกาศกเหล่านั้น พวกเขาเชื่อว่ากำลังให้เกียรติแด่พระเป็นเจ้า พวกเขาคิดว่าได้ทำตามพระบัญญัติที่แท้จริงของพระเป็นเจ้า”
“ในวันนี้  พ่อของเตือนว่า  ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของพระศาสนจักรนั้นคือประวัติบรรดานักบุญและมรณสักขี  ประวัติของคนจำนวนมากซึ่งถูกเบียดเบียนและถูกฆ่าโดยคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของ “ความจริง” – คนที่หัวใจของเขาถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปโดย “ความจริง” ของเขา
พระสันตะปาปาตรัสด้วยว่า “ยังมีคนจำนวนมากที่เป็น “มรณสักขีที่ซ่อนเร้น มรณสักขีที่ไม่มีคนรู้จัก”  พวกเขาคือชายหญิงที่มีความเชื่อต่อเสียงของพระจิตเจ้า  และเป็นผู้ที่แสวงหาหนทางให้ในการช่วยเหลือพี่น้องของพวกเขาให้รักพระเป็นเจ้าได้ดียิ่งขึ้น”
            พระองค์ตรัสว่า  หลายครั้งที่มีการเบียดเบียนโดยพวก “ซันเฮดดริน” สมัยใหม่  ผู้ที่คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของ”ความจริง”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น