พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ซามูไรนักบุญ


สารคดีเรื่องนี้มีชื่อว่า "Ukon the Samurai,” จะนำออกฉายเมื่อพระสันตปาปาฟรังซิสจะทรงแต่งตั้งให้ ทาคายามา  ยูคอน ผู้เป็นซามูไรชาวญี่ปุ่นให้เป็นมรณสักขี  สารคดีจะเสนอชีวประวัติของยูคอนซึ่งครั้งหนึ่งเป็นซามูไรที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่นและเขาเป็นคริสตชนด้วย
            ยูคอนเกิดในปี 1552 เขาเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสตชนและดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของบิดาของเขาและทำภารกิจของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์  ในฐานะที่เป็นอาจารย์ในพิธีชงชาและเป็นอาจารย์ซามูไร ทำให้ยูคอนได้รับการสนับสนุนมากมายจากคริสตชนในยุคนั้น
LIA BELTRAMI ผู้อำนวยการสร้างสารคดี กล่าวว่า
“ไดเมียวหลายคนซึ่งเป็นเจ้าเมืองได้กลับมาเป็นคริสตชน และทาคายามา ยูคอนก็เป็นเจ้าเมืองด้วย...ดังนั้นคนที่อยู่ในการปกครองของเขาจึงมาเป็นคริสตชนทั้งหมด”
อย่างไรก็ตาม  ในไม่ช้ายูคอนถูกเนรเทศออกจากญี่ปุ่นในสมัยที่มีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น  เขาถูกเนรเทศไปอยู่ฟิลิปปินส์ และที่นั่นเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำคริสตชนที่ยิ่งใหญ่
 “ที่ฟิลิปปินส์ ทาคายามา ยูคอนได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่ศักดิ์สิทธิ์  คริสตชนฟิลิปปินส์ทุกคนรู้เรื่องของเขาดียิ่งกว่าในญี่ปุ่นเสียอีก”
ยูคอนมีความปรารถนาที่จะตายเยี่ยงมรณสักขี  แทนที่จะทำฮาราคีรีด้วยดาบเช่นซามูไร  ยูคอนยอมถูกเนรเทศ  และเขาเสียชีวิตด้วยโรคในเวลา 40 วันต่อมา
Lia Beltrami ผู้อำนวยการสร้างสารคดีนี้หวังจะเผยแพร่เรื่องราวของยูคอนเพื่อปลุกเร้าใจเยาวชนชาวญี่ปุ่นในสมัยนี้ซึ่งกำลังต่อสู้ด้วยความเชื่อของเขา  สารคดีคงจะออกฉายในปีหน้า เมื่อการพิจารณาแต่งตั้งยูคอนเสร็จสิ้นแล้ว

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เรือโนอาห์


นายโจฮัน Johan Hvibers ช่างไม้ชาวเนเธอร์แลนด์ได้สร้างเรือโนอาห์ที่มีขนาดและสัดส่วนตามพระคัมภีร์ ยาว 123 มตร สูง 23 เมตร และกว้าง 29 เมตร เป็นเรือไม้ที่สามารถลงน้ำได้ และเขาตั้งใจจะแล่นเรือจากเนเธอร์แลนด์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปสิ้นสุดที่ประเทศบราซิล 

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พระสันตปาปาฟังสารภาพบาป



พระสันตปาปาฟรังซิส ฟังสารภาพบาปเยาวชน 16 คน ที่มาจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เม.ย. 2016

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นิมิตของนักบุญโฟสตินา3


ดิฉันเห็นถนนสองสาย สายหนึ่งกว้าง และพื้นปกคลุมด้วยทรายและดอกไม้ 
>>>อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

ทำไมเด็กติดเกมส์

ในการประจักษ์ที่เมดจูกอเรจ์  แม่พระเคยเตือนว่าปีศาจต้องการทำลายวิญญาณของเด็กและครอบครัวมากที่สุด  เกมส์ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ปีศาจใช้ในการหันเหความสนใจของเด็กให้ออกห่างจากพระเป็นเจ้า  เกมส์มีประสิทธิภาพมากในการดึงดูดเด็กๆ  มันทำให้เด็กติดเกมส์  เพราะเกมส์ออกแบบมาเพื่อให้เด็กติด  เด็กจะละทิ้งเกมส์ไปไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว  มิฉะนั้นผู้เล่นจะแพ้  นี่เป็นกลยุทธชั้นยอด  และเด็กๆก็ไม่รู้ตัวถึงเล่ห์กลของมัน  พวกเขาต้องการเล่นเกมส์  และนี่เป็นปัญหาไม่ใช่แต่เด็กเท่านั้น  ผู้ใหญ่บางคนก็ติดเกมส์ด้วย  มันแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วและทำกำไรมหาศาลให้ผู้ออกแบบเกมส์ทั้งหลาย.......>>>อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

คุณพ่อปีโอ:นักบุญผู้ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์


ชื่อของท่านคือฟรานเชสโก ท่านเกิดวันที่ 25 พ.ค. 1887 บิดามารดาซึ่งเป็นคริสตชนไม่ประหลาดใจเลยที่ท่านตัดสินใจบวชเป็นนักพรตคาปูชิน และเมื่อท่านอายุ 23 ปี ท่านก็ได้บวชเป็นพระสงฆ์
ท่านไม่สามารถเข้าคณะได้นานถึง 6 ปี เนื่องด้วยปัญหาทางสุขภาพ  แต่เมื่อท่านได้เข้าอารามของคณะซึ่งตั้งอยู่ที่ซานจีโอวานนี รอตตอนโด  ภารกิจหลักของท่านก็คือการฟังแก้บาปซึ่งท่านต้องใช้เวลานานถึงวันละ 14 ชั่วโมง
ฟรานเชสโก ดิเลโอ: นักพรตในคณะคาปูชิน
ท่านดำเนินชีวิตนักบวชอย่างศักดิ์สิทธิ์  ท่านประพฤติปฏิบัติคุณธรรมของชีวิตนักบวชอย่างลึกซึ้ง  แสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นนักบุญที่ยิ่งใหญ่ของท่านในการปฏิบัติรับใช้พระเป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์
แต่พระเป็นเจ้าทรงเรียกร้องจากท่านมากกว่านั้น  ในปี 1918 เมื่อท่านมีอายุ 31 ปี  มือของท่านและสีข้างของท่านก็เริ่มมีรอยแผลแบบเดียวกับพระคริสต์ผู้ทนทุกข์อยู่บนกางเขน  ถูกตะปูตอกที่พระหัตถ์และถูกหอกแทงที่สีข้าง
ฟรานเชสโก ดิเลโอ: นักพรตในคณะคาปูชิน
ท่านยอมรับการมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้า  แต่ท่านไม่จำเป็นต้องมีเครื่องหมายภายนอกเหล่านั้น  ท่านพูดว่า “ทำไมผมจึงต้องได้รับความสับสนเหล่านั้นด้วยเล่า?”  เพราะท่านรู้ว่า  ผู้คนรอบข้างท่านจะมีความคาดหวังในรอยแผลที่ท่านได้รับ”
คุณพ่อปีโอได้รับผลสืบเนื่องจากรอยแผลบนร่างกายของท่าน  ท่านต้องคอยดูแลผู้คนที่มาที่ซานจีโอวานนีรอตตอนโด  และมีอัศจรรย์เกิดขึ้น  และท่านก็ได้รับจดหมายนับร้อยๆฉบับที่เขียนมาขอความช่วยเหลือจากท่าน
จดหมายมีมากมายจนบรรดาเพื่อนนักพรตของท่านต้องมาช่วยท่านอ่านพวกมันทั้งหมด  ท่านไม่ได้พักผ่อนมากนัก  แต่ท่านก็ยังมีความสุข  และเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจเป็นไปได้  ทางวาติกันได้ขอให้ท่านไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชน  และท่านก็เชื่อฟัง
11 ปีต่อมา  พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ทรงอนุญาตให้ท่านปฏิบัติภารกิจในที่สาธารณะได้  และท่านก็ต้อนรับผู้ที่เป็นคาทอลิกและไม่เป็นคาทอลิก
ฟรานเชสโก ดิเลโอ: นักพรตในคณะคาปูชิน
เล่ากันว่า ชายคนหนึ่งที่มาพบกับคุณพ่อปีโอเพื่อมาช่วยในงานก่อสร้างโรงพยาบาล  เขาเป็นหมอหรือเป็นวิศวกรนี่แหละ  เขาพูดว่า “ผมไม่เชื่อในพระเจ้า” และคุณพ่อปีโอตอบว่า “ไม่ต้องวิตกหรอก  พระเป็นเจ้าทรงเชื่อในตัวคุณ”
ทุกวันนี้ ผู้คนยังจดจำคุณพ่อปีโอและเฉลิมฉลองให้ท่าน  แบบอย่างของท่านและคำพูดของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ศรัทธาในตัวคุณพ่อ  นอกเหนือไปจากเหตุการณ์พิเศษในชีวิตของคุณพ่อปีโอแล้ว  ก็คือความเรียบง่ายและความเอาใจใส่ต่อผู้อื่นของคุณพ่อที่ยังเป็นแรงบันดาลใจแก่ประชาชนในทุกวันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

พระสงฆ์บนเรือไททานิก


เรื่องการจมลงของเรือไททานิคซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรือที่ไม่มีวันจมในยุคศตวรรษที่ 19  เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปทั่วยุโรปและสหรัฐอเมริกา  ในระหว่างเหตุการณ์ที่เรือกำลังจมลงสู่ทะเลลึกนี้  ก็มีเหตุการณ์น่าประทับใจของ คุณพ่อ โทมัส ไบรย์  (Fr. Thomas Byles)พระสงฆ์คาทอลิกผู้ยอมสละที่นั่งในเรือกู้ชีพเพื่อทำหน้าที่อภิบาลจิตใจของบรรดาผู้โดยสารและลูกเรือที่ยังคงอยู่บนเรือไททานิคและกำลังหวาดกลัวในเวลาที่ความตายกำลังใกล้เข้ามาทุกที
คุณพ่อ โทมัส ไบรย์  เวลานั้นมีอายุ 42 ปี  ท่านเป็นชาวอังกฤษที่กลับใจมาเป็นคาทอลิกและได้บวชเป็นพระสงฆ์  ท่านได้รับเชิญให้ไปเป็นประธานในพิธีมิสซางานแต่งงานของวิลเลี่ยม  ผู้เป็นพี่ชายของท่าน ซึ่งอาศัยอยู่ที่นิวยอร์ก  สหรัฐอเมริกา  และท่านก็ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาบนเรือไททานิค  ตามรายงานข่าว  เรือไททานิคได้ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งในวันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน 1912  เวลากลางคืน  ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้น  ผู้โดยสารขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ  คุณพ่อโทมัสก็อยู่บนดาดฟ้าเรือในเวลานั้นด้วย  เรือกู้ชีพถูกหย่อนลงในทะเล  และคุณพ่อก็ช่วยเหลือสตรีและเด็กๆให้ลงไปในเรือกู้ชีพก่อน  ต่อมาท่านหันไปหาผู้โดยสารอื่นๆ  ฟังพวกเขาสารภาพบาปทีละคน  ให้ศีลอภัยบาปและนำสวดสายประคำ
อักเนส  แมคคอย Agnes McCoy  หนึ่งในผู้โดยสารที่รอดชีวิต เล่าให้ฟังว่า  ขณะที่เรือกำลังจมลง  คุณพ่อโทมัส “ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือพร้อมกับคริสตชนคาทอลิก  โปรแตสแตนท์และชาวยิว  ทุกคนคุกเข่าลงรอบๆท่าน”
“คุณพ่อไบรย์สวดสายประคำและสวดภาวนาบทส่งวิญญาณผู้เสียชีวิต”  เธอเล่าให้หนังสือพิมพ์นิวยอร์กเทเลแกรม เมื่อวันที่ 22 เมษายน 1912 
และตามคำบอกเล่าของเพื่อนพระสงฆ์ของคุณพ่อโทมัส ไบรย์  คือคุณพ่อ แพทริก  แมคเคนน่า Fr. Patrick McKenna เล่าว่า คุณพ่อโทมัส “ปฎิเสธสองครั้งที่จะนั่งในเรือกู้ชีพ  ท่านบอกว่าเป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องอยู่บนเรือใหญ่เพื่ออภิบาลช่วยเหลือวิญญาณที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”