พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566

เชื่อมต่อขาที่ขาด


นักบุญแอนโทนี,ระหว่างเดินทางไปอิตาลีโดยผ่านสเปนเพื่อไปเทศน์ที่เมืองเลริดา(Lerida) เมืองนี้อยู่บริเวณชายแดนสเปนและอิตาลี 
มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเลโอนาร์โดอาศัยอยู่ในเมืองนี้ และเขาใช้ชีวิตในบาป วันหนึ่งแม่ของเขาพยายามแนะนำเขาให้ดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อเธอพูดกับเขาเช่นนั้น เขาก็โกรธ เขาผลักเธอล้มลงอย่างรุนแรงด้วยความโกรธและเตะเธอด้วย แม้ว่าเขาจะโกรธมาก แต่เขาก็ยังนึกถึงโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ และไปที่นั้น แอนโทนี่กำลังเทศน์สอนผู้คนอยู่ คำเทศนามีผลทำให้ชายหนุ่มผ่อนคลายและคิดถึงชีวิตของเขาด้วย เขาตระหนักว่าเขาใช้ชีวิตแบบคนชั่วและตัดสินใจสารภาพบาปกับแอนโทนีและขออภัยบาป 
เมื่อเขาสารภาพบาปกับแอนโทนี เขาเล่าสิ่งที่เขาทำกับแม่ของเขา แอนโทนีบอกเขาว่าการชดเชยใช้โทษบาปของเขาก็คือให้ตัดสิ่งที่เขากระทำต่อแม่ของเขา ชายหนุ่มผู้กลับใจยอมรับคำพูดของแอนโทนีอย่างจริงจัง เมื่อเขากลับถึงบ้าน เขาก็ใช้ดาบตัดขาของเขาออก 
แม่ของเขาเห็นการกระทำอันน่าสยดสยองของลูกชายก็ตกใจและโศกเศร้า เธอถามลูกชายของเธอว่าทำไมเขาถึงทำร้ายตัวเองขนาดนี้ และเขาบอกเธอว่าเขาทำตามคำแนะนำของแอนโทนี หลังจากทราบข่าวจากลูกชายว่าแอนโทนีอยู่ที่ไหน เธอจึงรีบไปโบสถ์และร้องไห้ไปตลอดทาง เมื่อไปถึงโบสถ์เธอบอกแอนโทนีถึงสิ่งที่ลูกชายของเธอทำ แอนโทนีรู้สึกอึดอัดใจอย่างมากเมื่อได้ยินคำบอกเล่าที่น่าเศร้าของเธอ เขาอธิบายให้เธอฟังอย่างอดทนว่าท่านขอให้เขาตัดชีวิตที่บาปของเขา ไม่ใช่ตัดขาของเขา เขาปลอบเธอโดยบอกเธอว่าลูกชายของเธอจะได้รับของขวัญชิ้นใหญ่อย่างแน่นอนสำหรับการกลับใจ และบอกว่าจะไปที่บ้านเธอพร้อมกับเธอ 
เมื่อแอนโทนีมาถึงบ้านของหญิงผู้นั้น,เขาก็เห็นลูกชายนอนอยู่บนกองเลือด,บิดตัวด้วยความเจ็บปวด, มือข้างหนึ่งมีขาขาดและมีดาบอยู่อีกข้างหนึ่ง แอนโทนีหยิบขาที่ถูกตัดแล้ววางไว้ตรงจุดที่ถูกตัดแล้วทำเครื่องหมายไม้กางเขนไว้บนนั้น กระดูกที่หักกลับมารวมกันอีกครั้ง และเนื้อที่ถูกตัดออกก็กลับมารวมกันอีกกลายเป็นขาทั้งหมด การไหลเวียนโลหิต ณ จุดนั้นก็กลายเป็นปกติเช่นกัน ชายหนุ่มที่กลับใจลุกขึ้นยืนทันทีและเดินเหมือนคนปกติ เขาขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าและแอนโทนี่อย่างมาก

วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2566

บันไดสวรรค์


ในชีวประวัติของนักบุญโดมินิก (1170-1221) ยังมีการกล่าวถึงบันไดสวรรค์ด้วย เรื่องเกิดขึ้นในวันหนึ่งที่คุณพ่อกัวโล โรมาโนนิ(Guallo Romanoni) อธิการของอาราม Friars Preachers ในเมืองเบรสเชีย(Brescia) ได้เผลอหลับไปโดยพิงอยู่ที่หอระฆังในโบสถ์ของท่าน และท่านก็ฝันไป,ในความฝันท่านเห็นบันไดสองอันพาดลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ที่ด้านบนสุดของบันไดอันหนึ่งคือพระเยซูเจ้า และที่ด้านบนสุดของบันไดอีกอันหนึ่งคือพระมารดาของพระองค์ เหล่าทูตสวรรค์เดินขึ้นๆลงๆบนบันไดทั้งสอง และที่ปลายด้านล่างของบันไดมีผู้หนึ่งที่แต่งกายนักบวชยืนอยู่ แต่ใบหน้าของเขาถูกคลุมด้วยหมวกของเสื้อคลุม ตามแบบที่นักบวชทั้งหลายทำในการคลุมหน้าของผู้ตายเวลาที่พวกเขาจะนำผู้ตายไปฝังศพ แล้วบันไดก็ถูกลากขึ้นสู่สวรรค์ และคุณพ่อโรมาโนนีเห็นนักบวชที่ไม่รู้จักคนนั้นถูกรับขึ้นไปเข้าร่วมกับเหล่าทูตสวรรค์,รายล้อมไปด้วยพระสิริรุ่งโรจน์อันเจิดจ้า และอยู่แทบพระบาทของพระเยซู เมื่อคุณพ่อโรมาโนนีตื่นขึ้นมาก็รู้สึกงุนงงกับความหมายของนิมิตความฝันนี้ แต่ในไม่ช้าท่านก็รู้ว่าในเวลาเดียวกันกับที่ท่านฝัน,นักบุญดอมินิกได้สิ้นชีวิตในเมืองโบโลญญา 
ที่มา: Angels and Devils

วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566

เป็นนักบุญทั้งครอบครัว


นี่คือภาพเหมือนอย่างเป็นทางการของครอบครัวอุลมา(Ulma family)ที่ได้รับการเปิดเผยระหว่างพิธีมิสซาสถาปนาพวกเขาเป็นบุญราศีมรณสักขี โดยเป็นภาพของ Józef และ Wiktoria กับลูกๆท่ามกลางทิวทัศน์ในช่วงฤดูร้อน ภาพวาดนี้วาดขึ้นโดยศิลปิน Oleg Chizhovsky ในภาพจะเห็นบ้านของครอบครัว Ulmas, ทางด้านซ้ายมือเป็นรังผึ้ง, และสวนผลไม้อยู่ทางด้านขวา โดยอ้างอิงจากความสนใจในการทำสวนของพวกเขา 
Blessed Wiktoria Ulma กำลังตั้งครรภ์และอุ้มลูกสาวคนเล็กชื่อ Marysia โจเซฟยืนอยู่ทางด้านขวาของภาพและมีกิ่งปาล์มอยู่ในมือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการรับความทรมานของพวกเขา 
สตาเซีย(Stasia)กำลังถือดอกลิลลี่สีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสา Antoš โชว์ไม้กางเขนที่ทำจากไม้ให้ Basia น้องสาวของเขาดู ลูกชายคนโตสองคน Wladzio และ Frania อยู่ระหว่างพ่อแม่ของพวกเขา 
พระคาร์ดินัลผู้แทนพระสันตปาปาได้ประกอบพิธีมิสซาสถาปนาบุคคลในครอบครัวนี้ทุกคน(รวมทั้งทารกในครรภ์ด้วย)เป็นมรณสักขีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 ก.ย. 2023 ที่หมู่บ้านMarkowa,ทางตอนใต้ของโปแลนด์ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการสถาปนาครอบครัวเป็นบุญราศี ครอบครัวอุลมาทุกคนได้ให้ความช่วยเหลือชาวยิว 8 คนให้พ้นจากเงื้อมมือของทหารนาซี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยซ่อนพวกเขาไว้ แต่ทหารนาซีก็ค้นหาจนพบ ทหารจึงฆ่าคนในครอบครัวอุลมาทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566

สายประคำไม่พันกัน


ปรากฏการณ์อัศจรรย์ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในการประจักษ์ที่การาบังดัลคือการที่สายประคำคืนสู่เจ้าของ เวลานั้นผู้คนเริ่มเชื่อว่าพระแม่มารีย์ทรงประจักษ์ที่การาบันดัลจริงๆ คนนับร้อยนับพันคนจึงนำสายประคำและเหรียญพระรูปมาให้แม่พระทรงจุมพิต ศาสนภัณฑ์ทั้งหมดถูกวางกองไว้บนโต๊ะเพื่อให้เด็กหญิงถวายแด่แม่พระ สายประคำทั้งหมดที่ผู้คนนำมานั้นพันกันจนแยกไม่ออก เมื่อเด็กหญิงถวายสายประคำเหล่านั้นให้แม่พระและส่งคืนให้เจ้าของ,สายประคำกลับแยกจากกันเอง,ไม่พันกันเหมือนในตอนแรก เด็กหญิงผู้เห็นแม่พระส่งคืนสายประคำให้แก่เจ้าของได้อย่างถูกต้องไม่เคยผิดพลาด และไม่ต้องมองหาเจ้าของเลย แม่พระทรงพาพวกเขาไปหาเจ้าของสายประคำแต่ละเส้นทั้งๆที่เด็กหญิงจ้องมองขึ้นไปที่แม่พระตลอดเวลา 
เรื่องราวนี้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ “Garabandal” โดย J. Serre หน้า 50-54 
“She went in haste to the Mountain” เล่ม 1 หน้า 76-80

วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566

คำตอบของซาตาน


เธอถูกครอบงำโดยปีศาจมากถึง 10 ตัว ซึ่งบางตัวก็เผยตัวออกมา อาทิเช่น - ลูซิเฟอร์
>>>อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566

วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566

เจ้าสาวของพระจิตเจ้า

ในหลายตอนของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ พระจิตเจ้าทรงเรียกพระนางมารีย์ว่าทรงเป็นเจ้าสาวของพระองค์ แม้แต่ในชั่วเวลาแรกที่พระนางทรงปฏิสนธิ พระองค์ทรงประทานพระหรรษทานอันไพบูลย์แก่พระนางเป็นอันมากจนบรรดาทูตสวรรค์และนักบุญทั้งหมดรวมกันยังไม่ได้รับความสมบูรณ์ถึงระดับนั้น 
พระจิตเจ้าทรงปีติยินดีในความงามของพระนางมารีย์และทรงอุทานด้วยความชื่นชมว่า "เธอช่างงดงามยิ่งนัก,สุดที่รักของเรา” (บทเพลง. 4:1). แต่เหนือสิ่งอื่นใดในการมาบังเกิดขององค์พระบุตรของพระเจ้าทำให้พระนางมารีย์กลายเป็นเจ้าสาวที่แท้จริงของพระจิตเจ้า เพราะพระนางทรงครรภ์พระวจนาตถ์นิรันดรด้วยพระฤทธานุภาพของพระจิตเจ้า 
 โดยผ่านทางพระนางมารีย์ และพร้อมกับพระนางมารีย์ และในพระนางมารีย์, พระจิตเจ้าทรงนำมนุษย์-พระเจ้าบังเกิดมาในโลก และในทำนองเดียวกัน,ในทุกวันจนถึงวันสิ้นพิภพ,พระองค์จะทรงนำบรรดาบุตรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ออกมาเช่นกัน นักบุญหลุยส์ มารีกรีญอง เดอ มงฟอร์ต กล่าวว่า "พระจิตเจ้าทรงประทานพระพรอันทรงคุณค่าจนมิอาจประเมินได้ของพระองค์แก่พระนางมารีย์ และทรงแต่งตั้งพระนางให้เป็นผู้แจกจ่ายพระหรรษทานทั้งหมดของพระองค์ เพื่อที่พระนางจะทรงแจกจ่ายพระพรและพระหรรษทานของพระองค์แก่ผู้ที่พระนางทรงประสงค์, มากเท่าที่พระนางทรงประสงค์ และด้วยวิธีและสถานที่ที่พระนางทรงประสงค์ สวรรค์จะไม่ประทานพระหรรษทานใดๆแก่มนุษย์เว้นแต่โดยผ่านทางมือของพระนางพรหมจารีย์” นักบุญเบอร์นาร์ดและนักบุญอัลฟอนโซและนักเทวศาสตร์อีกหลายคนมีความเห็นเช่นเดียวกัน 
เพื่อทำให้พระนางมารีย์ได้รับตำแหน่งใหม่อันสูงส่งในฐานะมารดาแห่งบุตรธิดาทุกคนของพระเจ้า พระนางต้องการพระหรรษทานครบบริบูรณ์ และสิ่งนี้พระนางทรงได้รับจากพระจิตเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จมาในวันเพ็นเทคอสต์ พระนางมารีย์ทรงอยู่ร่วมกับอัครสาวกในห้องชั้นบน(Cenacle) และสวดภาวนาร่วมกับพวกเขาเป็นเวลาเก้าวันและพระนางทรงถอนหายใจสำหรับการเสด็จมาของพระผู้บรรเทาจากสวรรค์ ด้วยคำสวดภาวนาและความปรารถนาอันแรงกล้าของพระนางที่ทำให้พระจิตเจ้าเสด็จลงมาพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติแห่งพระหรรษทานทั้งหลาย 
เราต้องแสวงหาพระหรรษทานโดยทางพระนางมารีย์ เพราะพระนางคือเจ้าสาวของพระจิตเจ้า และพระหรรษทานทั้งหมดถูกแจกจ่ายผ่านทางมือของพระนางเท่านั้น 
 ที่มา: Devotion to the Holy Ghost