พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฏาคม 2024 อัครสาวกกลับมารายงาน

           บรรดาอัครสาวกกลับมาเฝ้าพระเยซูเจ้าและทูลรายงานให้ทรงทราบถึงทุกสิ่งที่เขาได้ทำและได้สอน พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงมาพักผ่อนกับเราตามลำพังในที่สงัดระยะหนึ่งเถิด” เพราะมีคนไปมาจนเขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะกินอาหาร พระเยซูเจ้าจึงทรงลงเรือไปยังที่สงัดพร้อมกับบรรดาอัครสาวก ประชาชนหลายคนเห็นพระเยซูเจ้ากับบรรดาอัครสาวกแล่นเรือออกไป ก็คาดคะเนได้ว่า พระองค์จะทรงไปที่ใด จึงรีบเดินเท้าออกจากเมืองต่าง ๆ ไปที่นั่นและไปถึงก่อน เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ ทรงแลเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเป็นดังฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง พระองค์จึงทรงเริ่มสั่งสอนเขาหลายเรื่อง
(มาระโก 6:30-34)








วันพฤหัสบดีที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พิธีมิสซาของคุณพ่อปีโอ


ในระหว่างการประกอบพิธีมิสซา,คุณพ่อปิโอร้องไห้สี่ครั้ง ท่านหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวจากแท่นบูชาที่ท่านวางไว้ขึ้นมาแล้วเช็ดน้ำตา ในช่วงเวลาตั้งแต่ภาคถวายจนถึงการเสกศีลมหาสนิท ใบหน้าที่เจ็บปวดของคุณพ่อปีโอส่อแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าที่สถิตย์อยู่ ก่อนการเสกศีล,คุณพ่อจ้องมองที่ไม้กางเขนและน้ำตาก็เริ่มหลั่งอีกครั้ง คุณพ่อถือแผ่นศีลไว้ในมือ, ถวายพระพร, โน้มตัวไปข้างหน้า แล้วพูดว่า “นี่คือกายของเรา” ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ เนื้อสารของแผ่นปังก็เปลี่ยนไปเป็นพระกายของพระคริสต์ ทันใดนั้นร่างกายของคุณพ่อปีโอเริ่มกระตุกด้วยความเจ็บปวด ในเวลาเดียวกัน, ประชาชนสามารถเห็นเลือดเริ่มไหลออกมาจากบาดแผลในมือของคุณพ่อปีโอ และการเคลื่อนไหวของคุณพ่อแสดงให้เห็นว่าท่านพยายามระงับความเจ็บปวดที่สีข้างของท่าน 
ที่มา: Prophet of the People 
 A Biography of Padre Pio 

วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พระเยซูทรงถูกสวมมงกุฏหนาม


แล้วพวกเขาก็สวมมงกุฎหนามที่พระเศียรของพระองค์ มันมีความกว้างประมาณสองฝ่ามือ และสานถักกันอย่างชำนาญ โดยมีขอบที่ยื่นออกมาด้านบน พวกเขาวางมงกุฏหนามเหนือคิ้วของพระองค์และยึดติดกิ่งหนามไว้ทางด้านหลังให้แน่นจนกลายเป็นมงกุฎ มันถูกสานกันอย่างชำนาญจากกิ่งหนามที่มีความหนาสามนิ้ว,เป็นหนามที่งอกออกมาตรงๆ ในการถักมงกุฎนั้นจะต้องออกแบบให้หนามยื่นเข้าด้านในมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีหนามอยู่สามชนิด ตามที่เราเรียกกันว่า buckthorn(บัคธอร์น), blackthorn(แบล็คธอร์น), และhawthorn(ฮอว์ธอร์น) 
 เวลานี้มงกุฎหนามถูกเก็บรักษาไว้ที่อาสนวิหารน็อตเตอร์-ดาม ปารีส 
- จากนิมิตของบุญราศีอันนา คัทเธอรีน เอมเมอริก

วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ร่วมพิธีมิสซา


มาร่วมพิธีมิสซาด้วยตัวของท่านเองเถิด  อย่ารอให้คนอื่นเป็นผู้นำท่านมาร่วมพิธีเลย 
“มิสซาเพียงมิสซาเดียวที่คนหนึ่งมีส่วนร่วมในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่,มีค่ามากกว่ามิสซาพันครั้งที่อุทิศให้เขาหลังจากที่เขาตายไปแล้ว” 
– นักบุญอังแซล์ม( St.Anselm) 

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สาส์นแม่พระ 25 ก.พ. 2024

สาส์นแม่พระประทานแก่ มารีจา 25 ม.ค. 2023
ลูกที่รักทั้งหลาย
          จงสวดภาวนาและฟื้นฟูจิตใจของลูกเสียใหม่ เพื่อที่ความดีที่ลูกได้หว่านไว้จะได้บังเกิดผลแห่งความชื่นชมยินดีและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เมล็ดข้าวละมานได้ยึดครองจิตใจของคนจำนวนมากและพวกเขาก็ไม่บังเกิดผล ลูกน้อยทั้งหลาย,นั่นคือเหตุผลที่แม่ขอให้ลูกเป็นแสงสว่าง,เป็นความรัก, และเป็นมือของแม่ที่เหยียดออกไปในโลก,มือซึ่งปรารถนาพระเจ้า,ผู้ทรงเป็นความรัก     
          ขอขอบใจที่ตอบสนองเสียงเรียกของแม่           
            

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ขบวนการสงฆ์ของม่พระ


เนื่องจากการแพร่กระจายของข้อผิดพลาดเหล่านี้ หลายคนจึงหันเหออกจากความเชื่อที่แท้จริง
>>>อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พระเยซูทรงถูกโบยตี


“พระวรกายของพระเยซูสั่นสะท้านขณะที่ยืนอยู่หน้าเสา และทรงถอดฉลองพระองค์ออกโดยเร็วที่สุด แต่พระหัตถ์ของพระองค์มีเลือดและบวม สิ่งที่พระองค์ทรงทำเมื่อทหารผู้โหดเหี้ยมชกและดูหมิ่นพระองค์คือการสวดภาวนาเพื่อพวกเขาด้วยท่าทางที่น่าประทับใจที่สุด พระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปทางพระมารดาครั้งหนึ่ง,พระมารดาซึ่งยืนหยัดด้วยความโศกเศร้า ท่าทางนี้ทำให้พระนางทรงตกพระทัยมาก พระนางทรงเป็นลมและคงจะล้มลงหากไม่มีสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่นั่นคอยประคองพระนาง พระเยซูทรงโอบพระหัตถ์รอบเสา และเมื่อยกพระหัตถ์ขึ้นแล้ว เขาก็ยึดพระหัตถ์ไว้กับห่วงเหล็กซึ่งอยู่บนยอดเสา จากนั้นพวกเขาก็ลากแขนของพระองค์ขึ้นไปให้สูงจนพระบาทซึ่งผูกติดกับฐานเสาแทบแตะพื้นไม่ได้ เช่นนี้แหละที่พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดถูกขึงดึงอย่างโหดเหี้ยมบนเสาที่ใช้ลงโทษอาชญากร จากนั้นคนพาลสองคนที่เกรี้ยวกราดกระหายเลือดก็เริ่มต้นกระทำในลักษณะที่ป่าเถื่อนที่สุดด้วยการเฆี่ยนตีร่างกายอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่หัวจรดเท้า” 
 —บุญราศี อันนา คัทรีน เอมเมอริก(Bl. Anne Cathrine Emmerich), 
 จากพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้า(The Dolorous Passion of Our Lord Jesus Christ p. 218-219) 

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พระเมตตายิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้า


วันศุกร์ที่ 19 มกราคม อ้อนวอนขอพระเมตตา 
ผลลัพท์ของการอ้อนวอน 
(ไดอารี่, 640): ในวันศุกร์แรกของเดือน, ก่อนการรับศีลมหาสนิท, ฉันเห็นผอบใบใหญ่(ciborium)ที่เต็มไปด้วยแผ่นศีล มีมือหนึ่งถือผอบอยู่ตรงหน้าฉัน และฉันก็รับผอบมาไว้ในมือ มีแผ่นศีลที่มีชีวิตนับพันอยู่ข้างใน แล้วฉันก็ได้ยินเสียงว่า เหล่านี้คือแผ่นศีลซึ่งบรรดาวิญญาณได้รับไป,คือวิญญาณที่ลูกวอนขอพระหรรษทานแห่งการกลับใจอย่างแท้จริงแก่พวกเขาในช่วงมหาพรตนี้ นั่นคือหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ 
(ไดอารี่ 928): ทันใดนั้น ฉันก็เห็นพระเยซูเจ้า, ผู้ทรงโอบฉันไว้กับดวงพระทัยของพระองค์ และตรัสกับฉันว่า ลูกสาวเอ๋ย, อย่าร้องไห้เลย, เพราะเราไม่สามารถทนน้ำตาของลูกได้ เราจะให้ทุกสิ่งที่ลูกวอนขอ แต่หยุดร้องไห้เถิด, แล้วฉันก็เปี่ยมด้วยความยินดีอย่างยิ่ง, และจิตวิญญาณของฉันก็จมอยู่ในพระองค์เหมือนเช่นสมบัติเพียงชิ้นเดียวของพระองค์

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ปีศาจล่อลวงเราอย่างไร


ปีศาจล่อลวงเราโดยอาศัยความอ่อนแอของเรา มันพยายามเบี่ยงเบนจิตใจของเรา  ปีศาจล่อลวงเราโดยอาศัย”จินตนาการ”ของเราเอง,ซึ่งทำให้มันสามารถปรับอารมณ์ของเราให้คล้อยตามมัน  มันล่อลวงในเรื่องของอาหาร, ความหลงในความสามารถของตัวเอง, ความอยากมีชื่อเสียง ร่ำรวย มีอำนาจ ความพอใจทางเนื้อหนัง และเราสร้างมโนภาพขึ้นด้วย”จินตนาการ”ของเราเอง ว่าเราได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างไร ปีศาจค่อยๆเคลื่อนไหวจิตใจของเราให้คล้อยตามมัน  ถ้าหากเราทำตามอารมณ์ของเรา ก็พูดได้ว่าเรากำลังอยู่ภายใต้การนำทางของปีศาจ   เพราะฉะนั้น,เราจึงต้องรู้ตัวอยู่เสมอ...เมื่อเกิดความคิดในเรื่องเหล่านี้ เราต้องรีบปฏิเสธมันทันทีและสวดภาวนาจนกว่าอารมณ์และจินตนาการเหล่านี้จะหมดไป 
เพราะฉะนั้น,ในทางด้านชีวิตจิต บรรดานักบุญจึงเตือนเราอย่าได้กระทำสิ่งใดโดยอาศัยพื้นฐานจากอารมณ์ และให้ดำเนินชีวิตโดยอาศัยเหตุผลและการส่องสว่างของความเชื่อ 
“ใครคือคนที่จะถูกปีศาจล่อลวงมากที่สุด?” 
นักบุญยอห์นมารีเวียนเนย์ เจ้าอาวาสแห่งอารส์ กล่าวว่า บางที เราอาจคิดว่า คือคนที่ ดื่มเหล้าเป็นนิจ ประพฤติผิดศีลธรรมโดยไม่ละอายแก่ใจ ฯลฯ .... ตรงกันข้าม , ปีศาจไม่สนใจคนพวกนี้เลย เพราะพวกเขามีเวลาในการทำความชั่วอยู่ไม่นานหรอก การที่พวกนี้มีชีวิตยืนยาวจะช่วยชักนำวิญญาณอื่นไปสู่นรกได้มากขึ้น. 
คนที่ถูกประจญล่อลวงมากที่สุด คือ คนดี ที่อยู่ในศีลในพรของพระเป็นเจ้า ผู้ที่ยอมสละทุกสิ่งเพื่อความรอดของวิญญาณ ผู้ที่ปฏิเสธสิ่งต่างๆที่คนส่วนมากแสวงหา และคนที่ตั้งใจจะกลับใจเป็นคนดีนั่นแหละ 

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

กลอุบายของปีศาจ


ปีศาจเป็นบิดาแห่งการโกหก มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว (เทียบ ยน 8:44) มันต้องการให้มนุษย์คิดว่ามันไม่มีตัวตนเพื่อที่มันสามารถล่อลวงมนุษย์ได้ง่าย เพราะถ้ามนุษย์รู้ว่ามีปีศาจ มนุษย์ก็จะระวังตัวมากขึ้น ปีศาจกำลังทำเช่นนี้ในโลกทุกวันนี้ พระเจ้าตรัสว่า เราคือผู้เป็น I am who I am แต่ปีศาจพูดว่า เราคือไม่มี/ไม่เป็น I am who is not ข้าไม่มีอยู่จริง ปีศาจพยายามประจญล่อลวงมนุษย์อย่างสุดกำลังที่จะแยกมนุษย์จากความเชื่อในพระเจ้าทุกๆวัน และโดยอัตโนมัติ,วิญญาณก็จะแยกจากพระคริสต์,แยกจากพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อบางคนทำบาปหนัก ถ้าเป็นเช่นนี้ผมขอแนะนำให้คุณรีบไปสารภาพบาปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เป้าหมายของปีศาจ,ซาตาน,คืออะไร?


เป้าหมายของมันคือต้องการให้มนุษย์ทุกคนตายในสถานะบาปหนัก นั่นคือเป้าหมายหลักของมัน พระเยซูตรัสกับเราในพระวรสารว่า “มารปีศาจเป็นฆาตกรมาตั้งแต่เริ่มแรก เป็นผู้พูดเท็จ และเป็นบิดาของการพูดเท็จ”(เทียบ ยน 8:44) ปีศาจคือผู้ที่ฆ่าวิญญาณ,ผู้ฆ่าชีวิตแห่งพระหรรษทานในวิญญาณ ดังนั้นเราจึงต้องมีความเพียรทน เราต้องปฏิบัติความเชื่อของเรา,เราต้องปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นจวบจนถึงเวลาแห่งความตายของเรา พระเยซูทรงเตือนเราถึงการเบียดเบียน จะมีสงคราม ผู้คนจะเกลียดเราเพราะความเชื่อของเรา แต่เราต้องเข้มแข็งที่จะสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า ปีศาจต้องการให้มนุษย์ทุกคนตายโดยไม่สำนึกผิดกลับใจ 

วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันฉลองพระเมตตา


ลูกสาวของเรา,เราเบี่ยงเบนหัวใจของเราตามคำขอของลูก งานที่มอบหมายและหน้าที่ของลูกบนโลกนี้คือการวอนขอพระเมตตาเพื่อคนทั้งโลก ไม่มีวิญญาณใดจะเป็นผู้ชอบธรรมได้จนกว่าวิญญาณจะหันมาหาพระเมตตาของเราด้วยความไว้วางใจ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมวันอาทิตย์แรกหลังเทศกาลปัสกาจึงเป็นวันฉลองพระเมตตา ในวันนั้น,พระสงฆ์จะต้องบอกทุกคนเกี่ยวกับพระเมตตาอันยิ่งใหญ่สุดจะหยั่งถึงได้ของเรา เรากำลังทำให้ลูกเป็นผู้แจกจ่ายพระเมตตาของเรา จงบอกพระสงฆ์ผู้ฟังสารภาพบาปว่า ให้ติดตั้งรูปพระเมตตานี้ในโบสถ์ ไม่ใช่อยู่ในอารามคอนแวนต์ ด้วยรูปพระเมตตานี้,เราจะประทานพระหรรษทานมากมายแก่วิญญาณทั้งหลาย ดังนั้นจงให้ทุกคนสามารถเข้าถึงรูปพระเมตตาได้ (Diary, 570) 
ภาวนา 
ข้าแต่พระเยซูเจ้า,ลูกขอรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนักบุญโฟสตินา,ผู้แจกจ่ายพระเมตตาของพระองค์ เพื่อวอนขอพระเมตตาแก่คนทั้งโลก ขอให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพระรูปของพระองค์ในฐานะพระเมตตาของพระเจ้า,ในวันฉลองพระเมตตาด้วยเทอญ 

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

นักบุญหญิงคนแรกของอาร์เจนตินา


มามา แอนตูล่าเป็นที่รู้จักจากการส่งเสริมการฝึกปฏิบัติทางจิตของนักบุญอิกนาเชียส
>>>อ่านต่อ

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข

พระสงฆ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ดอน โดลินโด(Don Dolindo)ได้อธิบายคำว่า “มีใจยากจน”ดังนี้ - เขาเน้นย้ำว่าคำนี้ไม่เพียงแต่หมายถึงความยากจนฝ่ายวัตถุเท่านั้น แต่ยังหมายถึงทัศนคติภายในของการเลิกคิดแบบหัวรุนแรงอีกด้วย ผู้ที่ยากจนฝ่ายวิญญาณจะ “แยกตัวออกจากทุกสิ่ง” และไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากพระเจ้าเท่านั้น จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ถูกรบกวนด้วยปัญญาทางโลกและเปิดกว้างต่อแสงสว่างของพระเจ้าอย่างเรียบง่าย ความยากจนฝ่ายวิญญาณนี้ทำให้ได้รับความดีสูงสุดอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังให้อิสรภาพภายในที่จะยอมสละละทิ้งสิ่งต่างๆฝ่ายวัตถุด้วยใจสงบ, อดทนต่อความอยุติธรรมที่ได้รับ, และละทิ้งความสะดวกสบายเพื่อประกอบกิจกุศล 
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้มีใจยากจนพึ่งพาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ โดยวางใจในพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า,พระบิดา และพิจารณาตนเองว่าไม่มีอะไรเลย พวกเขาไม่ไว้วางใจในความสามารถของตนเอง แต่วางใจในความดีงามและพระเมตตาของพระเจ้าอย่างเต็มที่ ดอน โดลินโดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าความสมัครใจรับความยากจนฝ่ายวิญญาณเป็นเรื่องยาก แต่นั่นจะทำให้ได้รับพระพรอย่างลึกซึ้ง มันปลดปล่อยเราจากการยึดติดกับสิ่งของชั่วคราวของโลกและนำเราไปสู่ความดีนิรันดร เขากล่าวด้วยภาพพจน์ที่สดใสว่า: “ความยากจนโดยสมัครใจ,หรือความยากจนของวิญญาณ,เป็นการลดสัมภาระของชีวิตได้อย่างแน่นอน มันให้อิสรภาพแก่วิญญาณในการโบยบิน” ความเบาลงของวิญญาณนี้ตรงกันข้ามกับโลกที่ “ทำให้ชีวิตหนักอึ้งมาก” 

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การอดอาหาร


การอดอาหารช่วยชำระล้างจิตวิญญาณ,ยกจิตใจให้สูงขึ้น,ทำให้เนื้อหนังจำนนต่อวิญญาณ - ทำให้ใจสำนึกผิดและถ่อมตน, ขจัดเมฆแห่งตัณหา, ดับไฟแห่งราคะ, จุดไฟแห่งความบริสุทธิ์อันแท้จริง
- นักบุญ ออกัสติน 

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันพุธรับเถ้า วันเริ่มต้นของเทศกาลมหาพรต


เมื่อวันพุธรับเถ้าตรงกับวันวาเลนไทน์ปีนี้ ชาวคาทอลิกจะทำอย่างไร? 
 ในช่วงเริ่มต้นของเทศกาลมหาพรต เมื่อชาวคาทอลิกเตรียมตัวสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ทั้งในด้านจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ ชาวคาทอลิกจะต้องอดอาหารและงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่คุณยังสามารถเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์ได้ – บางทีโดยการ ให้ของขวัญคนรักของคุณในวันอังคาร (มาร์ดิกราส์) งดทานเนื้อสัตว์ในวันพุธวาเลนไทน์ อดอาหารโดยทานอิ่มเพียงมื้อเดียว(ยกเว้นสำหรับเด็กเล็ก)  ในช่วงมหาพรตเราจะไม่ใช้คำ"อัลเลลูยา"ในพิธีมิสซา 

ความหมายของการโปรยเถ้ามีสองความหมาย เมื่อพระสงฆ์โปรยเถ้าบนศีรษะท่านจะพูดวาจาจากพระคัมภีร์คือ 
- “จงกลับใจและเชื่อในพระวรสาร” (มาร์โก 1:15) ในเทศกาลมหาพรตเราได้รับการเรียกร้องให้กลับใจอย่างแท้จริง ให้ปฏิเสธบาปและรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดหัวใจ สิ้นสุดสติปัญญา และสิ้นสุดกำลังของเรา
- “จงจำไว้ว่าท่านเป็นฝุ่นดินและเจ้าจะกลับเป็นฝุ่นดิน” (ปฐมกาล 3:19) ความหมายคือ ชีวิตของเราในโลกนี้นั้นสั้นนัก และนิรันดรภาพคือการดำรงอยู่ตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด เราอาจจะได้รับความรอดและอยู่ในสวรรค์ หรืออาจจะสูญเสียและต้องไปนรก ทั้งสองกรณีจะเป็นนิรันดร มนุษย์อาจลืมไปว่าเขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเขาจะต้องตายและจะไม่กลับมาอยู่ในโลกนี้อีก  

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

คำทำนายของนักบุญ


“ปีศาจพยายามอยู่เสมอ,โดยใช้คนนอกรีต, ที่จะลบล้างพิธีมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนเหล่านั้นเป็นบรรพบุรุษของแอนตี้ไครส์, ผู้ซึ่งก่อนสิ่งอื่นใด,จะพยายามยกเลิกศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชา เพื่อเป็นการลงโทษบาปของมนุษย์ ตามคำพยากรณ์ของดาเนียลว่า 'และทรงประทานกำลังแก่เขาเพื่อต่อสู้กับเครื่องบูชาเนืองนิตย์' (ดาเนียล 8:12)" 
-- นักบุญอัลฟองซัส ลิกัวรี นักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (1696-1787)
 
พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 (1876-1958): 
“เราเชื่อว่าเวลาปัจจุบันเป็นช่วงที่น่าหวาดกลัวของเหตุการณ์ที่พระคริสต์ทรงทำนายไว้ล่วงหน้า ดูเหมือนว่าความมืดมิดกำลังจะมาเยือนโลก มนุษยชาติตกอยู่ในวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด”
 
นักบุญยอห์น บอสโก (ค.ศ. 1815-1888) 
 “ลูกๆของท่านขอขนมปังแห่งความเชื่อแต่ไม่มีใครหักปังให้พวกเขา . . โรมที่อกตัญญู โรมที่อ่อนแอ โรมที่หยิ่งผยอง . . โดยลืมไปว่าเกียรติและสง่าราศีที่แท้จริงของท่านอยู่ที่กอลโกธา . . วิบัติแก่ท่านที่ทำให้กฎบัญญัติของเรากลายเป็นคำพูดไร้สาระสำหรับท่าน” 
“จะมีสังคายนาสากลในศตวรรษหน้า, หลังจากนั้นจะเกิดความวุ่นวายในพระศาสนจักร” 
คำทำนายนี้เกิดขึ้นในปี 1862
 

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

มาลาของพระสังฆราชคาทอลิก

มาลาหรือหมวกของพระสังฆราชคาทอลิก มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ เราเรียกมาลานี้ว่า Mitre เป็นภาษากรีก แปลว่า Crown มงกุฎ ดังนั้นมาลานี้คือมงกุฎของพระสังฆราช มาลามงกุฏมียอดแหลมสองยอดชี้ขึ้นสู่สวรรค์ ยอดแหลมสองยอดนี้มีความหมาย ยอดแหลมอันหนึ่งเป็นสัญญลักษณ์หมายถึงพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้า ส่วนยอดแหลมอีกอันหนึ่งหมายถึงพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกัน แต่เป็นพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์ ยอดแหลมอยู่ในมาลาเดียวกัน นั่นคือพระเยซูเจ้าพระองค์เดียวมีสองธรรมชาติ คือเป็นพระเจ้าและมนุษย์ รูปทรงของมาลาดูเหมือนภูเขา(บางคนบอกว่าดูเหมือนปลา อาจเป็นปลาฉลาม) ซึ่งหมายถึงพระศาสนจักร เพราะพระเยซูเจ้าทรงตั้งพระศาสนจักรบนศิลา คือนักบุญเปโตร รูปทรงที่เหมือนภูเขาทำให้เรานึกถึงศิลานั่นเอง 
นอกจากนี้ยังมีผ้าแถบสองอันต่อมาจากมาลานี้และห้อยอยู่ทางด้านหลัง  ผ้าแถบทั้งสองก็มีความหมายเช่นเดียวกัน ผ้าแถบอันหนึ่งหมายถึง พระคัมภีร์พระธรรมเก่า และผ้าแถบอีกอันหนึ่งหมายถึงพระคัมภีร์พระธรรมใหม่ 
มาลามงกุฎของพระสังฆราช จึงเป็นสัญญลักษณ์หมายถึงอำนาจปกครองของพระสังฆราชที่ได้รับมาจากพระเยซูเจ้าและพระศาสนจักร เพื่อสั่งสอนพระวาจาของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมเก่าและพระธรรมใหม่ 

วันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

มองแต่ไม่เห็น


วันหนึ่ง สุภาพบุรุษคนหนึ่งเดินทางมาจาก Foggia ด้วยรถยนต์ พร้อมด้วยสุภาพสตรีบางคนจากคณะละครของเขา พฤติกรรมโดยทั่วไปของพวกเขาทำให้คนในหมู่บ้านประหลาดใจ เมื่อคนเหล่านี้ลงจากรถแล้ว ชายคนนั้นก็ถามพวกเขาว่า 
“คุณพ่อปิโออยู่ที่ไหน? ผมอยากให้ท่านทำให้ผมกลับใจ ผมอยากจะไปสารภาพบาป!” และปล่อยให้เพื่อนสาวของเขาหัวเราะคิกคักและสนุกสนานไปกับการแสดงทั้งหมดนี้ ชายคนนั้นก็เข้าไปในโบสถ์ 
ลูกฝ่ายวิญญาณหลายคนของคุณพ่อปีโอซึ่งบังเอิญอยู่ที่นั่นและเป็นผู้ที่ชายคนนั้นหันไปถามได้บอกชายผู้นั้นว่าคุณพ่อปีโอจะต้องอยู่ในห้องซาคริสตี(ห้องฟังสารภาพบาป), ซึ่งเป็นที่ที่พวกเขาเพิ่งออกมา ชายผู้นั้นจึงเดินเข้าไปในห้องซาคริสตีแต่ก็ไม่พบกับคุณพ่อปีโอ เขาเดินตามหาทุกที่ ในอาราม, ในห้องพัก, ในสวน, ในห้องสันทนาการ แต่ก็หาคุณพ่อปีโอไม่พบเลย 
“ในที่สุด ด้วยความเบื่อหน่ายกับการรอคอย เขาจึงพูดว่า: 'เอาล่ะ ผมคิดว่าผมจะกลับละ ผมอยากให้คุณพ่อทำให้ผมกลับใจ!' แต่เขาพูดเช่นนี้พร้อมหัวเราะประชด แล้วก็เดินกลับขึ้นรถ กลับเข้าไปในหมู่บ้าน เขาไปได้ไม่ถึงสามร้อยหลา, ผู้คนที่อยู่ที่นั่นก็พบกับคุณพ่อปิโอ 
 “'คุณพ่อ, คุณพ่ออยู่ที่ไหน, พวกเราตามหาคุณพ่อไปทั่วแล้ว!' คุณพ่อปีโอตอบ “พ่ออยู่ที่นี่ พ่อเดินผ่านหน้าเธอสามหรือสี่ครั้ง แต่เธอและชายคนนั้นไม่สังเกตเห็นพ่อเลย” " 
ที่มา: Padre Pio The Stigmatist 
~Saint Teresa of Calcutta.

วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ความยินดีในเวลาใกล้ตาย


ในเวลาใกล้เสียชีวิต,นักบุญฟรังซิส อัสซีซีเริ่มต้นร้องเพลง และเชิญบรรดาบราเดอร์ร่วมร้องเพลงด้วย บราเดอร์เอลีอัสพูดว่า “คุณพ่อฟรังซิส, ในเวลาแห่งความตาย, เราควรร้องไห้มากกว่าร้องเพลง” “แต่” นักบุญตอบ “ผมจะงดร้องเพลงไม่ได้ เพราะผมเห็นว่าผมกำลังจะไปร่วมความชื่นชมยินดีกับพระเจ้าของผม” 
Source: Preparation For Death 

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันฉลองคู่สมรสศักดิ์สิทธิ์


“นักบุญโยเซฟเป็นดังภาพสะท้อนที่มีชีวิตของพระนางพรหมจารีย์มารีย์ ทั้งสองท่านดูคล้ายกันเหมือนไข่มุกสองเม็ด”-นักบุญ เบอร์นาร์ดิโน 
“คุณธรรมแห่งพรหมจรรย์ของนักบุญโยเซฟจะต้องสูงส่งยิ่งสักเพียงใด ท่านถูกกำหนดโดยพระบิดานิรันดร์ให้เป็นมิตรสหายในพรหมจารีย์ของพระนางมารีย์! ทั้งสองท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะรักษาความบริสุทธิ์ไว้ตลอดชีวิต และเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะเชื่อมโยงทั้งสองท่านไว้ในศีลสมรสอันศักดิ์สิทธิ์”- นักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ 
วันที่ 23 มกราคม เป็นวันฉลองคู่สมรสศักดิ์สิทธิ์

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

คำแนะนำของคุณแม่เทเรซา


“จงอยู่ใกล้ชิดกับคนที่คุณรักเสมอ, แต่อยู่ในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อไม่ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออก, มีหูที่เอาใจใส่เพื่อคอยช่วยเหลือ, พร้อมด้วยความหวานและความอ่อนโยนมากๆที่จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงความรัก กำจัดความอิจฉาไปเสีย: เพราะมันเป็นที่ปรึกษาที่ไม่ดี แล้วนั้นเตรียมตัวคุณให้พร้อมด้วยความจริงใจทั้งหมดที่คุณสามารถทำได้เพื่อปลูกและเติบโตในพวกเขาซึ่งดอกไม้แห่งความไว้วางใจ รู้จักที่จะอยู่ห่างๆ, ห่างไกลจากความหน้าซื่อใจคดเพราะมันเป็นเหมือนโรคร้าย 
 - คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา 

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ผู้หิวกระหายความขอบธรรมย่อมเป็นสุข


พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า ผู้ปรารถนาความชอบธรรมย่อมเป็นสุข มีความแตกต่างระหว่างความปรารถนาในบางอย่าง กับ ความหิวกระหายในบางอย่างซึ่งเกี่ยวกับอาหารหรือน้ำ ผมสามารถปรารถนาอยากได้รถหรูลัมโบกีนี และถ้าผมไม่ได้รับตามที่ปรารถนา ผมก็ไม่เป็นทุกข์ร้อน ผมไม่ต้องดิ้นรนให้ได้รถมาครอบครอง ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ต่อไปเป็นปกติ แต่ถ้าผมหิวกระหายในอาหารหรือน้ำ ถ้าผมไม่ได้รับอาหารหรือน้ำตามต้องการ,ผมก็จะรู้สึกเป็นทุกข์ ผมต้องพยายามแสวงหาอาหารและน้ำเพื่อประทังความหิวกระหาย มิฉะนั้นผมอาจจะตายได้ เพราะฉะนั้น,เมื่อพระเยซูตรัสว่า หิวกระหายความชอบธรรม นั่นหมายความว่า ความชอบธรรมนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับอาหารหรือน้ำ ซึ่งถ้าเราไม่ได้รับความชอบธรรม,เราก็จะเป็นทุกข์ร้อน และพยายามแสวงหาความชอบธรรมจนกว่าจะได้รับ เมื่อได้รับแล้วเราก็เป็นสุข เช่นเดียวกับอาหารและน้ำที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในชีวิต ความชอบธรรมก็มีความสำคัญเป็นอันดับแรกเช่นกัน เพราะพระเยซูตรัสในพระวรสารว่า “จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุกสิ่งให้เอง”(มัทธิว 6:33)