พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ 25 ก.ย. 2022 เศรษฐีกับลาซารัส

           ‘เศรษฐีผู้หนึ่ง แต่งกายหรูหราด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง จัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกวัน คนยากจนผู้หนึ่งชื่อลาซารัส นอนอยู่ที่ประตูบ้านของเศรษฐีผู้นั้น เขามีบาดแผลเต็มตัว อยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี มีแต่สุนัขมาเลียแผลของเขา วันหนึ่ง คนยากจนผู้นี้ตาย ทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม เศรษฐีคนนั้นก็ตายเช่นเดียวกัน และถูกฝังไว้ ‘เศรษฐีซึ่งกำลังถูกทรมานอยู่ในแดนผู้ตาย แหงนหน้าขึ้น มองเห็นอับราฮัมแต่ไกล และเห็นลาซารัสอยู่ในอ้อมอก จึงร้องตะโกนว่า “ท่านพ่ออับราฮัม จงสงสารลูกด้วย กรุณาส่งลาซารัสให้ใช้ปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นให้ลูกสดชื่นขึ้นบ้าง เพราะลูกกำลังทุกข์ทรมานอย่างสาหัสในเปลวไฟนี้” แต่อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่า เมื่อยังมีชีวิต ลูกได้รับแต่สิ่งดี ๆ ส่วนลาซารัสได้รับแต่สิ่งเลว ๆ บัดนี้เขาได้รับการบรรเทาใจที่นี่ ส่วนลูกต้องรับทรมาน ยิ่งกว่านั้น ยังมีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง จนใครที่ต้องการจะข้ามจากที่นี่ไปหาลูก ก็ข้ามไปไม่ได้ และผู้ที่ต้องการจะข้ามจากด้านโน้นมาหาเรา ก็ข้ามมาไม่ได้ด้วย” ‘เศรษฐีจึงพูดว่า “ท่านพ่อ ลูกอ้อนวอนให้ท่านส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของลูก เพราะลูกยังมีพี่น้องอีกห้าคน ขอให้ลาซารัสเตือนเขาอย่าให้มายังสถานที่ทรมานแห่งนี้เลย” อับราฮัมตอบว่า “พี่น้องของลูกมีโมเสสและบรรดาประกาศกอยู่แล้ว ให้เขาเชื่อฟังท่านเหล่านั้นเถิด” แต่เศรษฐีพูดว่า “มิใช่เช่นนั้น ท่านพ่ออับราฮัม ถ้าใครคนหนึ่งจากบรรดาผู้ตายไปหาเขา เขาจึงจะกลับใจ” อับราฮัมตอบว่า “ถ้าเขาไม่เชื่อฟังโมเสสและบรรดาประกาศก แม้ใครที่กลับคืนชีวิตจากบรรดาผู้ตายเตือนเขา เขาก็จะไม่เชื่อ”
(ลูกา 16:19-31)








วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระธาตุนักบุญอันนา มารดาของแม่พระ


            ในปี ค.ศ. 792 จักรพรรดิชาร์ลมังได้พบพระธาตุ นักบุญอันนา  ด้วยความช่วยเหลือของเด็กพิการและหูหนวกคนหนึ่ง  นี่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับวันนี้ซึ่งเป็นวันฉลองของนักบุญอันนา

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สาส์นแม่พระ 2-25 ก.ค. 2015

สาส์นแม่พระประทานแก่ มารีจา 25 ก.ค. 2015
ลูกที่รักทั้งหลาย
แม่ได้มาอยู่กับลูกทั้งหลายในวันนี้ด้วยความยินดีและแม่เรียกลูกทุกคน  ลูกน้อยทั้งหลาย , จงสวดภาวนา  สวดภาวนา  สวดภาวนา  เพื่อที่ลูกจะได้เข้าใจในความรักที่แม่มีต่อพวกลูกทุกคน  ความรักของแม่นั้นแข็งแรงมั่นคงยิ่งกว่าความชั่วร้าย  ลูกน้อยทั้งหลาย , เพราะฉะนั้นจงเข้ามาใกล้ชิดพระเป็นเจ้าเถิด  เพื่อที่ลูกจะได้รับรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีในพระเป็นเจ้าของแม่  ปราศจากพระองค์แล้ว  ลูกน้อยทั้งหลาย , พวกลูกจะไม่มีอนาคต  ลูกจะไม่มีความหวังและความรอด  เพราะฉะนั้น จงละทิ้งความชั่วและเลือกความดี  แม่อยู่กับพวกลูก  และแม่ได้เข้าแทรกแซงช่วยเหลือเบื้องพระพักตร์พระเป็นเจ้าเพื่ออ้อนวอนสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกลูกทุกคน
ขอขอบใจลูกที่ตอบสนองเสียงเรียกของแม่
  สาส์นแม่พระประทานแก่ มีรยานา 2 ก.ต. 2015
ลูกที่รักทั้งหลาย
แม่กำลังเรียกพวกลูกให้เผยแพร่ความเชื่อในองค์พระบุตรของแม่ซึ่งเป็นความเชื่อของพวกลูก
พวกลูกได้รับความสว่างจากองค์พระจิตเจ้าแล้ว  ลูกผู้เป็นอัครสาวกของแม่, จงนำความสว่างนี้ไปให้แก่ผู้อื่นด้วย  นำไปให้แก่ผู้ซึ่งยังไม่มีความเชื่อ  ผู้ซึ่งยังไม่รู้  ผู้ซึ่งต้องการจะรู้ – แต่เพื่อทำสิ่งนี้  ลูกต้องสวดภาวนามากๆเพื่อวอนขอพระพรแห่งความรัก  เพราะความรักเป็นเครื่องหมายของความเชื่อที่แท้จริง  แล้วพวกลูกจะเป็นอัครสาวกแห่งความรักของแม่
ความรักเป็นความใหม่เสมอ  ความรักช่วยระงับความเจ็บปวดและทำให้มีความยินดีในศีลมหาสนิทเสมอ  ความรักช่วยระงับความเจ็บปวดแห่งพระมหาทรมานขององค์พระบุตรของแม่  พระมหาทรมานที่แสดงให้ลูกรู้ถึงความหมายของความรักที่มากมายจนสุดประมาณได้  ความรักทำให้มีความยินดีที่พระองค์ทรงประทานพระกายและพระโลหิตแก่ลูกเพื่อที่พระองค์เองจะทรงเลี้ยงดูลูก – และด้วยวิธีนี้ พระองค์จะทรงเป็นหนึ่งเดียวกับลูก
แม่กำลังมองดูพวกลูกด้วยความอ่อนโยน  แม่รู้สึกรักพวกลูกมากจนสุดประมาณ  ซึ่งทำให้แม่มีความปรารถนาที่แรงกล้ามากขึ้นที่จะนำพวกลูกมาสู่ความเชื่ออันมั่นคง  ความเชื่ออันมั่นคงจะทำให้ลูกมีความยินดีและมีความสุขบนโลกนี้และในวาระสุดท้ายเมื่อลูกจะได้พบกับองค์พระบุตรของแม่
นี่แหละคือความปรารถนาของพระองค์
เพราะฉะนั้น, จงอาศัยอยู่ในพระองค์  จงอาศัยอยู่ในความรัก  จงอาศัยอยู่ในแสงสว่างซึ่งจะส่องสว่างแก่ลูกเสมอในศีลมหาสนิท
แม่ขอร้องวิงวอนต่อพวกลูกให้สวดภาวนามากๆเพื่อนายชุมพาบาลของลูก  จงสวดภาวนาด้วยความรักต่อพวกท่านให้มากที่สุด  เพราะองค์พระบุตรของแม่ทรงประทานพวกท่านให้แก่ลูกเพื่อเลี้ยงดูพวกลูกด้วยพระกายและเพื่อสอนพวกลูกให้รู้จักที่จะรัก
เพราะฉะนั้น  พวกลูกด้วยเช่นกัน  ต้องรักพวกท่านด้วย
             แต่  ลูกๆทั้งหลายของแม่  จงจำไว้ว่า  ความรักหมายถึงการมีความอดทนและเป็นการให้ และไม่เคยไม่ว่าเวลาใดที่จะตัดสิน

ขอขอบใจลูก

เมื่อพระคริสต์มาเยี่ยม ตอนที่ 2


วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตพอเพียง


มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์วอร์เรน  บัฟเฟตต์  มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิลเกตต์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31,000 ล้านดอลลาร์ (เป็นเงินไทยประมาณ 1,000,000,000,000  อ่านว่า 1 ล้าน ล้านบาท)
ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา
1.             เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ  และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป
2.             เขาซื้อไร่เล็กๆเมื่ออายุ 14 ปี  โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์
3.             เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอนกลางเมืองโอมาฮา  ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน  เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้  บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม
4.             เขาขับรถไปไหนมาไหนด้วยตนเอง  ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5.             เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว  แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
6.             บริษัท  เบิร์กไช แฮทะเวย์  ของเขา  มีบริษัทในเครือ  63 บริษัท  เขาเขียนจดหมายถึง  ซีอีโอ  ของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว  เพื่อกำหนดเป้าหมายประจำปี  เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ
7.             เขาให้กฎแก่  ซีอีโอ  เพียงสองข้อ  กฎข้อ 1  อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย  กฎข้อ  2  อย่าลืมกฎข้อ 1
8.             เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ  การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน  คือ  ทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์
9.             บิลเกตส์  คนที่รวยที่สุดในโลก  เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน  บิล  เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน  บัฟเฟตต์  เลย  จึงให้เวลานัดไว้เพียง ครึ่งชั่วโมง  แต่เมื่อบิล  เกตส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ  ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสี่ชั่วโมงและบิล  เกตส์  เป็นผู้มีความศรัทธาในตัว วอร์เรน  บัฟเฟตต์
10.      วอร์เรน  บัฟเฟตต์  ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ  และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
11.      เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า   จงหลีกห่างจากบัตรเครดิต  และลงทุนในตัวคุณเอง  ที่สุดของชีวิตคือ ปัจจัย 4 อย่างเพียงพอนั่นเอง
       มหาเศรษฐีหรือยาจก  กินข้าวแล้วก็อิ่ม  1 มื้อเท่ากัน
       มหาเศรษฐีหรือยาจก  มีเสื้อผ้ากี่ชุด  ก็ใส่ได้ทีละชุด  เท่ากัน
       มหาเศรษฐีหรือยาจก  มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน  พื้นที่ที่ใช้จริงๆก็เหมือนกันคือ ห้องนอน  ห้องน้ำ  ห้องครัว  เหมือนกัน
       มหาเศรษฐีหรือยาจก  จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน  ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร  สุดท้ายก็ต้องตายเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เพลง อาเว มารีอา



เพลง อาเว มารีอา 
นาฏลีลา  สเก็ตน้ำแข็ง โดย  คิม  ยูนา  ชาวเกาหลีใต้
Ave Maria
Composer: Michael Lorenc
2004
Sopran: Olga Szyrowa

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สถานที่เงียบสงบในโรม


ความสงบแบบเอเชียถูกนำมาตั้งไว้ในกรุงโรม  มันเป็นสถานที่เล็กๆที่มีต้นไม้  น้ำ  ดอกไม้และบรรยากาศที่เงียบสงบ
สถานที่นี้ดูเหมือนอยู่ในญี่ปุ่น  แต่สวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงโรมที่ สถาบันวัฒนธรรมญี่ปุ่น (Institute of Japanese Culture) ถูกออกแบบเมื่อ 50 ปีก่อนโดย นาย Ken Nakajima นักออกแบบสวนชาวญี่ปุ่น  เขาสร้างสวนญี่ปุ่นแห่งแรกในอิตาลี
ภายในสวนมีสิ่งต่างๆที่เป็นลักษณะวัฒนธรรมญี่ปุ่น  เช่น  ถนน  บ่อน้ำ  น้ำตก  ก้อนหิน  สะพาน และตะเกียงหิน
นางสาวอายา วานาตาเบ  แห่งสถาบันวัฒนธรรมญี่ปุ่น
“สวนสร้างขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินสำหรับเดินเล่น  เราจะเห็นดอกไม้และรู้สึกผ่อนคลายอยู่ในความสงบ  ทำให้จิตใจสงบขึ้น”
สวนนี้ไม่ใหญ่โตมากนักและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เดินได้ครบ  แต่ก็อาจทำให้คนที่มาดื่มด่ำในสถานที่นี้ถ้าหากเขาจะละทิ้งจิตใจแบบตะวันตกไว้ที่หน้าประตูทางเข้า  แล้วค่อยๆซึมซับบรรยากาศรอบๆ
 “นอกจากทิวทัศน์แล้ว  ผู้ที่เข้ามาจะประหลาดใจในสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น  เช่นในแง่ของปรัชญาและความคิด  ในระหว่างเข้ามาเยี่ยม  เราจะอธิบายให้พวกเขาฟังเกี่ยวกับทัศนคติของชาวญี่ปุ่นเพื่อจะได้มีความสุขในประสพการณ์นี้มากขึ้นด้วย”
ทัศนคตินั้นได้แก่  การรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์  ซึ่งเห็นได้ในดอกเชอร์รี่ที่เบ่งบาน  หรือเรื่องของตะเกียงหินแบบญี่ปุ่นที่ให้แสงนุ่มนวลที่แตกต่างจากแบบอื่น  ความคิดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความเป็นมนุษย์นั้นเป็นวิถีที่จิตวิญญาณได้เดินทางผ่านเข้าม
สถาบันวัฒนธรรมญี่ปุ่นยังได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานฝีมือของชาวญี่ปุ่นด้วย  เช่น ของเล่นชิ้นเล็กๆที่ตกแต่งโดยจิตรกรเป็นคนในประเทศต่างๆทั่วโลก  ซึ่งทำขึ้นเป็นที่ระลึกถึงการเกิดสีนามิที่ทำลายเมืองฟูกูชิมะเมื่อสี่ปีที่แล้ว

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สถานการณ์ในอิรัก



เวลาผ่านไป 1 ปีแล้วตั้งแต่ที่กลุ่มอิสลามสเตท  ISIS เข้ามาในอิรัก (10 มิ.ย. 2014) และยึดเมืองโมซุล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ
ชาวบ้านถูกผู้ก่อการร้ายบังคับให้ต้องยอมรับเงื่อนไขสามประการคือ   1. เปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม  2 จ่ายค่าปรับ 250 ดอลลาร์ในการเป็นคริสตชน หรือ 3. ยอมรับความตาย  ชาวบ้านนับพันคนตัดสินใจอพยพหนีออกจากถิ่นฐานบ้านช่องของเขา  เพื่อไม่ต้องทำตามเงื่อนไข
หลายคนอพยพไปอยู่ที่ เคอร์ดิสถาน ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของอิรัก  ชาวบ้านที่นั่นมีชีวิตที่สงบสุข  พระสังฆราช บาร์ชา วาร์ดา ซึ่งมาจาก Erbil ที่เป็นเมืองหลวงของเคอร์ดิสถาน  กล่าวว่ามีคริสตชนมาที่นี่ทุกวันเพื่อหาที่ลี้ภัย  ท่านเห็นน้ำตาของพวกเขาและฟังเรื่องราวความรุนแรงที่พวกเขาได้รับ
พระสังฆราช บาร์ชา แห่ง เออร์บิล (เคอร์ดิสถาน)
“ผมรู้สึกเหนื่อย  ผมได้เห็นคนจำนวนมากที่อยู่ในความยากลำบาก และความต้องการก็มีมากขึ้นทุกวัน  มีคนมาเคาะประตูโบสถ์ในสังฆมณฑลของผมเพื่อขอความช่วยเหลือและที่พักพิง  ขอการรักษาพยาบาล  การศึกษา..และความจำเป็นอื่นๆ
ถึงแม้จะผ่านไปหนึ่งปีแล้ว  แต่สถานการณ์ก็ยังไม่จบสิ้น  พระสังฆราชกล่าวว่าผู้นำชาวมุสลิมจำเป็นต้องออกมาประณามการโจมตีและการกระทำของ Islamic State
“ถ้าผู้นำมุสลิมไม่ออกมาประณาม  เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็ยังคงมีอยู่เรื่อย  และชาวมุสลิมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป  สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการลดทอนชื่อเสียงของอิสลาม  แต่มันเป็นการที่พวกเขาทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก”
กลุ่ม Islamic State เข้าควบคุมพื้นที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของอิรัก และ ครึ่งหนึ่งของประเทศซีเรีย  พระสังฆราชกล่าวว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายนี้เป็นเหมือนมะเร็งร้ายที่จำเป็นต้องหยุดมันให้ได้
“ผมเชื่อว่ากลุ่มนี้เป็นเหมือนมะเร็งร้าย  สิ่งที่แรกที่คุณต้องทำเพื่อต่อสู้กับมะเร็งก็คือการหยุดมันให้ได้  เพราะไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว  ไม่มีทางที่จะไปต่อรองกับพวกเขาหรือมีวิธีแก้ปัญหาแบบอื่น”
ด้วยการใช้ปฏิบัติการทางทหาร พระสังฆราชเชื่อว่าจะช่วยเยียวยาปัญหาของอิรักทั้งชนส่วนใหญ่และชนส่วนน้อยของประเทศ  ท่านคิดว่า นานาชาติจำเป็นต้องตอบสนองด้วยวิถีทางการเมืองและการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
ท่านกล่าวว่า ผู้ลี้ภัยและชนส่วนน้อยต่างศาสนาไม่ต้องการละทิ้งอิรัก  พวกเขาต้องการกลับบ้าน  แต่มันเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป...

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เด็กหานาฬิกา


         ชาวนาคนหนึ่ง  หลังจากไปทำความสะอาดคอกม้า  ออกมาพบว่านาฬิกาพกของตนได้หล่นหายไปเสียแล้ว  นาฬิกาพกเรือนนี้มีความหมายต่อเขาเป็นอย่างมาก  ด้วยเป็นของขวัญที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้  เขารีบวิ่งกลับไปที่คอกม้า  รื้อหาจนทั่วบริเวณแทบพลิกแผ่นดินหา  แต่ก็หาไม่พบ......
        เขาเดินออกมาจากคอกม้าด้วยเหงื่อท่วมตัว  มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่แถวนั้น  เขาจึงได้คิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้วหูตาฝ้าฟาง  ทำให้หาไม่เจอ  แต่เด็กๆหูตายังแหลมคม  น่าจะหาเจอก็เป็นได้  เขาจึงเรียกเด็กๆมาแล้วบอกว่า เด็กๆถ้าใครหานาฬิกาของลุงเจอ  ลุงจะให้เงินคนนั้นหนึ่งเหรียญ  เด็กๆพากันกรูเข้าไปในคอกม้า  จนเวลาผ่านไปนานโข  ตอนที่เด็กๆเดินกลับออกมาจากคอกม้าทีละคน  ต่างมีสีหน้าผิดหวังที่หานาฬิกาพกไม่เจอ  ขณะที่ชาวนากำลังถอดใจคิดจะเลิกหานั่นเอง  ก็มีเด็กคนหนึ่งมากระซิบกระซาบบอกกับเขาว่า  ผมจะลองเข้าไปหาดูอีกครั้งหนึ่ง  แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปคนเดียวเท่านั้น
        ชาวนามองตามหลังเด็กขายไปอย่างไม่มั่นใจ  คิดในใจว่า....พวกเขาแทบจะพลิกคอกม้าหายังไม่เจอ  แล้วลำพังเด็กคนเดียวจะหาเจอได้อย่างไร......
        เด็กคนนั้นเข้าไปตั้งนาน  ก็ยังไม่กลับออกมา  ชาวนาเริ่มสิ้นหวัง  ในขณะชาวนาคิดจะเลิกรอและจากไปนั่นเอง  เด็กชายคนนั้นก็เดินออกจากคอกม้า  ในมือของเขาถือนาฬิกาพกเรือนหนึ่ง  ชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า เจ้าหาเจอได้อย่างไร?  เด็กชายบอกว่า พอเข้าไปข้างใน  ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย  เพียงแต่นั่งเงียบๆอยู่ที่พื้น  ไม่นานผมก็ได้ยินเสียง  ติ๊กตอก  ติ๊กตอก  จากนั้นผมก็เดินตามเสียงไป  แล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้
        ความเงียบทำให้เด็กคนนั้นค้นพบนาฬิกาและสำหรับท่าน  ความเงียบทำให้ท่านค้นพบพระเป็นเจ้า  ใครๆที่พร่ำบ่นว่า  พระเจ้าอยู่ไหนๆ  น่าจะลองสร้างบรรยากาศรอบๆตัวประจำวันให้มีความเงียบบ้าง  เผื่อจะได้พบกับพระองค์  เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้พบกับพระองค์มาแล้วก็น่าจะดีนะ
               “จงเงียบและฟังเถิด  ในวันนี้ท่านได้เป็นประชากรของพระยาห์เวห์  พระเจ้าของท่าน  ฉธบ. 27:9

รักแท้คือตับไตใส้พุง


วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

A Pathway Under the Gaze of Mary,

หนังสือประวัติของซิสเตอร์ลูซีอาเล่มใหม่ A Pathway Under the Gaze of Mary, .ให้ความกระจ่างชัดมากขึ้นในสาส์นแห่งฟาติมา  เพื่อนของซิสเตอร์ลูซีอาซึ่งเป็นซิสเตอร์ด้วยกันในคณะ Sisters of Carmel of Coimbra ในโปรตุเกส  เป็นผู้เขียนขึ้นมา  ได้พูดถึงการประจักษ์ของแม่พระในปี 1917 
.....อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผ้าห่อพระศพแห่งกรุงตุริน

หลายศตวรรษผ่านไป  แต่ผ้าห่อพระศพนี้ยังคงเป็นหนึ่งในวัตถุที่ลึกลับที่สุดในคริสต์ศาสนา...และบางที่อาจเป็นข้อพิสูจน์ถึงการกลับฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเจ้า
....อ่านต่อ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

She is Mary


อรุณรุ่ง        ฟ้าสีทอง           ส่องสดใส
ทินกร         อยู่แสนไกล        ในเวหน
เพ่งพินิจ      พระมารดา          นิรมล
กุมารน้อย    งามเหลือล้น       บรรทมอยู่   แนบอุรา

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระเยซูเจ้ามีพระพักตร์อย่างไร?




พระพักตร์ของพระเยซูเจ้าในวัยเยาว์และวัยผู้ใหญ่เป็นอย่างไร ?  เป็นเรื่องที่สงสัยกันมานานแล้ว  คณะนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียนได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ล่าสุดมาหาคำตอบในเรื่องนี้  คณะวิจัยใช้ภาพที่อยู่ในผ้าห่อพระศพ the Holy Shroud เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อพยายามทำรูปภาพพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าที่ดูคล้ายมากที่สุด


GIOVANNI TESSITORE (จีโอวานนี เทสสิโตเร)
Technical Director, Italian State Dept. ผู้อำนวยการด้านเทคนิค, กล่าวว่า
“งานอย่างหนึ่งของแผนกนี้ในกรมตำรวจคือการสร้างภาพใบหน้าของคน  โดยใช้ข้อมูลทุกอย่างที่หาได้มาสร้างเป็นภาพขึ้นมา  และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรา  เราใช้ภาพจากผ้าห่อพระศพมาเป็นจุดเริ่มต้น”
จากภาพในผ้าห่อพระศพ  ทีมวิจัยได้ใช้ข้อมูลทุกชนิดมาประกอบ  เช่นรูปร่างของคิ้วและริมฝีปาก  ไปจนถึงลักษณะของจมูก  ส่วนประกอบอื่นๆซึ่งไม่รู้แน่ชัดเช่น  นัยน์ตาและสีผม ก็เพิ่มเติมเข้าไปให้ดูใกล้เคียง


GIOVANNI TESSITORE
Technical Director, Italian State Dept. 
“เราใช้เทคนิคเหล่านี้ทางด้านคดีอาชญากรรมหรือสร้างสมมุติฐานว่าผู้ใหญ่น่าจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร  ถ้าหากได้ข้อมูลสมัยเด็กของคนๆนั้น”
แต่สำหรับภาพจากผ้าห่อพระศพนั้น  ต้องใช้วิธีการกลับกัน  เพราะภาพในผ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ที่มีหน้าตาคล้ายกับพระคริสต์  เราจึงต้องทำให้เวลากลับถอยหลัง  ผลลัพท์ที่ได้คือรูปใบหน้าของเด็กวัย 12 ปี

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สถาปนาพระนามใหม่แด่แม่พระ

คำตอบรับ “fiat” ของแม่พระนำพระเยซูเจ้ามาให้เรา  คำตอบรับ “fiat” ของคุณจะช่วยให้แม่พระนำสันติภาพมาให้โลก  ขอให้สวดภาวนาเพื่อการประกาศข้อความเชื่อนี้ด้วย และเขียนจดหมายไปถึงพระสันตปาปาฟรังซิส  ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะได้มาผ่านทางวิญญาณที่สุภาพถ่อมตน(Cf. Lk. 1:38).
....อ่านต่อ

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Panis Angelicus


Andrea Bocelli นักตนตรีตาบอดร้องเพลงนี้ในจตุรัสนักบุญเปโตร
"Panis Angelicus" (ปังแห่งทวยเทพเทวา) ประพันธ์โดยนักบุญ โทมัส  อไควนัส
Latin Text
Panis Angelicus fit panis hominum
Dat panis coelicus figuris terminum
O res mirabilis!         
Manducat Dominum
Pauper, pauper, servus et humilis
Pauper, pauper, servus et humilis
English Translation
The angel's bread becomes the bread of men
The heavenly bread ends all symbols
Oh, miraculous thing! The body of the Lord will nourish
The poor, poor, and humble servant
The poor, poor, and humble servant
ไทย
ปังแห่งทวยเทพเทวา             ลงมาจากแดนวิมาน
ให้เลิกรูปอุปมาน                  กลายเป็นอาหารบุคคล
โอ มหัศจรรย์ใหญ่                คนดีคนไพร่คนจน
รับพระเจ้าของตน                 ในศีลบวร

กางเขนคอมมิวนิสต์

ประธานาธิบดี Evo Morales แห่งโบลีเวีย มอบ”กางเขนคอมมิวนิสต์” แด่พระสันตปาปาฟรังซิสเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2015  แต่พระสันตะปาปาตรัสว่า “No está bien eso” – “This is not ok” -“นี่ไม่ถูกต้อง” พลางสั่นพระเศียร

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำไมพระเป็นเจ้าไม่ทำลายปีศาจให้สูญสิ้นไป

คำถาม :  คุณพ่อฟอร์ทีคะ  ทำไมพระเป็นเจ้าไม่ทำลายปีศาจให้หมดไปเสียเลยล่ะคะ?
คุณพ่อฟอร์ที  : ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้า  พระองค์จึงไม่ประสงค์ที่จะทำลายสิ่งสร้างที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดซึ่งพระองค์ทรงสร้างมา  ซึ่งก็รวมทั้งปีศาจด้วย  การที่ปีศาจยังคงอยู่  จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระยุติธรรมของพระเป็นเจ้า  เป็นการประกาศว่ากฎเกณฑ์ของพระเป็นเจ้านั้นจะล่วงละเมิดมิได้  ผู้ใดที่ล่วงละเมิดกฎของพระองค์จะเปลี่ยนแปลงสภาพของตนเอง  และถ้าเขายังคงเลือกที่จะไม่สำนึกผิดกลับใจในการทรยศนั้น  สภาพที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะคงอยู่นิรันดร  เหมือนดังตัวอย่างของปีศาจ  พวกมันเป็นข้อพิสูจน์ที่น่าเกรงขามของกฏระเบียบอันศักดิ์สิทธิ์นี้
ในอีกแง่หนึ่ง  แม้แต่ปีศาจซึ่งถูกสร้างให้สมบูรณ์เพียบพร้อม  ก็ไม่สามารถทำลายความงดงามในการสร้างสรรค์ของพระเป็นเจ้าด้วยความน่าเกลียดของพวกมันได้  แต่กลับทำให้เรามองเห็นความงดงามของพระหัตถกิจของพระเป็นเจ้ามากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับความน่าเกลียดของพวกมัน  อาสนวิหารคงจะไม่ดูสวยงามมากขึ้นถ้าเราเอารูปปั้นการ์กอย (รูปปั้นผีปีศาจ) ที่ประดับอยู่นั้นออกไป   ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  ปีศาจแสดงให้เราเห็นถึงพระยุติธรรม, ความศักดิ์สิทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเป็นเจ้าในการสร้างสรรค์สรรพสิ่งอย่างมีระเบียบเช่นนี้  จะเป็นการดีกว่าที่จะไม่มีบาปและความชั่วร้ายเข้ามาสู่สิ่งสร้างของพระองค์  อย่างไรก็ตามการมีอยู่ของปีศาจก็สามารถชี้ให้เห็นได้ว่า  อะไรที่เป็นความดี, ความจริง, ความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์  แม้แต่อาสนวิหารที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีหอคอยสูงลิ่วและสลักเสลาอย่างสวยงาม  ก็ยังมีบางมุมที่มืดทึบ  สำหรับปีศาจแล้ว  แม้กาลเวลาผ่านไปเป็นศตวรรษๆๆๆ  มันก็ไม่มีความหวัง  ไม่ต้องสงสัยเลย  ในความสิ้นหวังและเต็มไปด้วยความเศร้านี้  ถ้าหากมันสามารถทำลายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้  มันต้องทำอย่างแน่นอนเพื่อจะได้พ้นจากความทุกข์ของพวกมัน  แต่พวกมันเป็นจิตบริสุทธิ์  ชีวิตของปีศาจจึงไม่สามารถทำลายได้  จิตบริสุทธิ์ไม่มีอวัยวะ  ไม่สามารถใช้ยาพิษทำลาย  มันไม่หิวโหย  และไม่สามารถตายเพราะความโศกเศร้าได้  ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม  มันก็ยังมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร
อย่างไรก็ตาม  ดังที่กล่าวไว้  แม้ว่าปีศาจจะทนทุกข์ทรมานไปตลอดชั่วนิรันดร  แม้ว่าพวกมันจะไม่สำนึกและตระหนักว่า  การคงอยู่ของพวกมันเป็นพระพรของพระเป็นเจ้า  และแม้ว่ามันจะยังกระทำการด้วยความเกลียดชังซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอยู่ห่างไกลจากพระเป็นเจ้า  สิ่งที่มันรับรู้และมีประสบการณ์ก็คือธรรมชาติของการดำรงอยู่ไม่สามารถตายได้นั้น  เป็นธรรมชาติที่พิเศษของพวกมัน

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระสันตปาปาฟรานซิสเสด็จฯเยือนเอกวาดอร์


พระสันตปาปาฟรานซิสเสด็จฯเยือนเอกวาดอร์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเริ่มพระกรณียกิจในลาตินอเมริกาตลอดทั้งสัปดาหืนี้ ด้วยการเสด็จฯเยือนเอกวาดอร์เป็นประเทศแรกวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2015 เวลา 7:38 น.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกีโต ประเทศเอกวาดอร์ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2015 ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จฯโดยเครื่องบินโดยสารของสายการบินอลิตาเลีย ถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติมาริสคัลซูเคร ในกรุงกีโต เมื่อวันอาทิตย์ โดยมีประธานาธิบดีราฟาเอล กอร์เรีย ผู้นำเอกวาดอร์ เฝ้ารับเสด็จ ขณะที่สำนักวาติกันออกแถลงการณ์เกี่ยวกับรายละเอียดของพระกรณียกิจของโป๊ปฟรานซิสในครั้งนี้ ว่าเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแก้ไขปัญหาความยากจนในลาตินอเมริกา และการเสด็จฯเยือนเอกวาดอร์ของพระองค์ในครั้งนี้ถือส่วนหนึ่งของพระกรณียกิจในการเสด็จเยือนทวีปอเมริกาใต้เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ของโป๊ปฟรานซิส นับตั้งแต่การเสด็จฯเยือนบราซิลเมื่อปี 2556 แต่ถือเป็นการเสด็จฯเยือนเอกวาดอร์เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษของสมเด็จพระสันตะปาปา ซึ่งครั้งล่าสุดเป็นการเสด็จฯเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 เมื่อปี 1985