พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ 25 ก.ย. 2022 เศรษฐีกับลาซารัส

           ‘เศรษฐีผู้หนึ่ง แต่งกายหรูหราด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง จัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกวัน คนยากจนผู้หนึ่งชื่อลาซารัส นอนอยู่ที่ประตูบ้านของเศรษฐีผู้นั้น เขามีบาดแผลเต็มตัว อยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี มีแต่สุนัขมาเลียแผลของเขา วันหนึ่ง คนยากจนผู้นี้ตาย ทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม เศรษฐีคนนั้นก็ตายเช่นเดียวกัน และถูกฝังไว้ ‘เศรษฐีซึ่งกำลังถูกทรมานอยู่ในแดนผู้ตาย แหงนหน้าขึ้น มองเห็นอับราฮัมแต่ไกล และเห็นลาซารัสอยู่ในอ้อมอก จึงร้องตะโกนว่า “ท่านพ่ออับราฮัม จงสงสารลูกด้วย กรุณาส่งลาซารัสให้ใช้ปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นให้ลูกสดชื่นขึ้นบ้าง เพราะลูกกำลังทุกข์ทรมานอย่างสาหัสในเปลวไฟนี้” แต่อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่า เมื่อยังมีชีวิต ลูกได้รับแต่สิ่งดี ๆ ส่วนลาซารัสได้รับแต่สิ่งเลว ๆ บัดนี้เขาได้รับการบรรเทาใจที่นี่ ส่วนลูกต้องรับทรมาน ยิ่งกว่านั้น ยังมีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง จนใครที่ต้องการจะข้ามจากที่นี่ไปหาลูก ก็ข้ามไปไม่ได้ และผู้ที่ต้องการจะข้ามจากด้านโน้นมาหาเรา ก็ข้ามมาไม่ได้ด้วย” ‘เศรษฐีจึงพูดว่า “ท่านพ่อ ลูกอ้อนวอนให้ท่านส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของลูก เพราะลูกยังมีพี่น้องอีกห้าคน ขอให้ลาซารัสเตือนเขาอย่าให้มายังสถานที่ทรมานแห่งนี้เลย” อับราฮัมตอบว่า “พี่น้องของลูกมีโมเสสและบรรดาประกาศกอยู่แล้ว ให้เขาเชื่อฟังท่านเหล่านั้นเถิด” แต่เศรษฐีพูดว่า “มิใช่เช่นนั้น ท่านพ่ออับราฮัม ถ้าใครคนหนึ่งจากบรรดาผู้ตายไปหาเขา เขาจึงจะกลับใจ” อับราฮัมตอบว่า “ถ้าเขาไม่เชื่อฟังโมเสสและบรรดาประกาศก แม้ใครที่กลับคืนชีวิตจากบรรดาผู้ตายเตือนเขา เขาก็จะไม่เชื่อ”
(ลูกา 16:19-31)








วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สถานการณ์ในค่ายผู้ลี้ภัยอิรัก

          พระสันตปาปาฟรังซิสทรงโทรศัพท์คุยกับคุณพ่อ Fr Behnam Benoka เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2014 (หนึ่งวันหลังจากที่ทรงกลับจากเกาหลีใต้)  ท่านเป็นพระสงฆ์ที่กำลังทำงานที่ค่ายผู้ลี้ภัยจากอิรัก  พระสันตปาปาทรงแสดงความใกล้ชิดต่อคริสตชนที่ถูกเบียดเบียนและทรงสัญญาที่จะส่งความช่วยเหลือไปให้อย่างต่อเนื่อง 
            Fr Behnam Benoka เป็นพระสงฆ์จากเมือง Bartella เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้กับโมซุล  ท่านเป็นอดีตผู้อำนวยการสามเณราลัยในอันคาวา  ท่านกำลังช่วยเหลือคริสตชนที่อพยพหนีความรุนแรงจากผู้ก่อการร้ายอิสลามิก
               พระสันตะปาปาทรงสะเทือนพระทัยมากเมื่อได้อ่านจดหมายที่ Fr Benoka ส่งมาให้โดยผ่านทางผู้สื่อข่าวคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนของท่าน  พระองค์ได้รับจดหมายนั้นบนเครื่องบินที่บินจากเกาหลีใต้
              ในจดหมายตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า “สถานการณ์ของลูกแกะของพระองค์นั้นลำบากมาก  พวกเขาตายและกระหายน้ำ  บรรดาผู้น้อยของพระองค์กำลังหวาดกลัวและไม่สามารถทำอะไรได้เลย  พวกเราที่เป็นพระสงฆ์ นักบวช มีเพียงจำนวนน้อยและไม่หวาดกลัวสิ่งใด  แต่ก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือฝ่ายร่างกายและจิตใจที่จำเป็นแก่บรรดาลูกๆของพระองค์และของเราได้”
                “องค์สันตบิดรที่เคารพ  ผมรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียบรรดาลูกๆของพระองค์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเด็กทารก  ทุกๆวันพวกเขาอ่อนแอและต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอด  ผมกลัวว่าพวกเด็กๆจะตาย  โปรดส่งความช่วยเหลือของพระองค์มาให้ด้วยเพื่อที่พวกเราจะได้มีกำลังที่จะอยู่ต่อและสามารถยืนหยัดอยู่ได้”

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กษัตริย์อับดุลลาห์แห่งซาอุดิอาราเบียเตือนชาติตะวันตก

Jeddah: กษัตริย์ อับดุลลาห์ แห่งซาอุดิอาราเบีย ได้เตือนชาติตะวันตกว่าจะเป็นเป้าหมายต่อไปของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในซีเรียและอิรัก  ถ้าหากไม่ทำอะไรที่จะป้องกันอย่างทันการ            
 
“ถ้าเราไม่ใส่ใจพวกเขา  ผมแน่ใจว่าพวกเขาจะเข้าสู่ยุโรปภายในหนึ่งเดือนและเข้าอเมริกาอีกหนี่งเดือนต่อมา” หนังสือพิมพ์ Asharq al-Awsat daily ได้ลงความคิดเห็นของกษัตริย์อับดุลลา
“ผู้ก่อการร้ายมันไม่รู้เรื่องพรมแดนหรอก  เพราะฉะนั้นอันตรายจะเกิดขึ้นกับหลายประเทศที่อยู่นอกตะวันออกกลาง” พระองค์ตรัสกับเอกอัครราชฑูตที่มารับหน้าที่ใหม่ในพิธีต้อนรับที่จัดขึ้นซึ่งมีบรรดาข้าหลวงของซาอุดิอาราเบียและสหรัฐร่วมด้วย
การไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลย เป็นเรื่องที่ "ยอมรับไม่ได้” กษัตริย์อับดุลลาตรัส
 “พวกคุณก็เห็นแล้วพวกมันตัดหัวเหยื่อและให้เด็กๆชูหัวไปตามท้องถนน” พระองค์ตำหนิความโหดร้ายของการกระทำนี้"
“มันไม่ได้เป็นความลับต่อพวกคุณ  สิ่งที่พวกมันทำไปแล้วและกำลังทำ  ผมขอร้องให้พวกคุณนำสาส์นของผมไปยังผู้นำของพวกคุณด้วยว่า  จงต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายด้วยกำลัง  ด้วยเหตุผลและด้วยความรวดเร็ว"

มุสลิมอพยพเป็นภัยต่อคริสตชนในประเทศตะวันตก

พระอัครสังฆราชอิรักซึ่งหลบภัยออกมาจากโมซุลได้ออกมาเตือนคริสตชนชาวยุโรป
พระอัครสังฆราช อาเมล  ชิโมน  โนนา  (Archbishop Amel Shimoun Nona) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว Corriere della Sera “ความทุกข์ยากลำบากของพวกเราในวันนี้เป็นการเตือนพวกคุณ – คริสตชนชาวยุโรปและชาติตะวันตก  ว่าพวกคุณก็จะได้รับความทุกข์แบบเดียวกันนี้ในอนาคตอันใกล้  ผมได้สูญเสียสังฆมณฑลของผมไป  พวกหัวรุนแรงชาวอิสลามได้มายึดไป  พวกเขาต้องการให้พวกเราเลือกว่าจะยอมเปลี่ยนศาสนาหรือไม่ก็ตาย  แต่ชุมชนของผมยังคงอยู่”
“ได้โปรดเถิด  พยายามเข้าใจพวกเราด้วย  หลักการในเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตยของพวกคุณไม่ได้มีค่าอะไรเลยที่นี่  พวกคุณต้องพิจารณาให้ดีถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง  เพราะพวกคุณได้ต้อนรับชาวมุสลิมให้เข้าไปอยู่ในประเทศของคุณและพวกเขาก็เจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นมากมาย  พวกคุณก็กำลังอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกัน  พวกคุณต้องตัดสินใจอย่างเข้มแข็งและเด็ดขาด  ถึงแม้ว่ามันอาจจะต้องขัดแย้งกับหลักการของพวกคุณบ้างก็ตาม  พวกคุณคิดว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน  แต่นั่นไม่เป็นความจริง  อิสลามไม่ได้บอกว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน  ค่านิยมของพวกคุณไม่ใช่ค่านิยมของพวกเขา  ถ้าคุณยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ในเวลานี้  พวกคุณจะกลายเป็นเหยื่อของศัตรูที่พวกคุณได้ต้อนรับให้เข้ามาในบ้านของพวกคุณ”

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วงขับร้องประสานเสียง


วงขับร้องประสานเสียงของซิสเตอร์คณะคาร์เมไลท์จากทั่วโลก  และหนึ่งในนั้นก็คงมีซิสเตอร์จากประเทศไทยด้วย

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สาส์นแม่พระว้นที่ 2 - 25 ส.ค. 2014

สาส์นแม่พระประทานแก่ มารีจา 25 ส.ค.
ลูกที่รักทั้งหลาย  
 จงสวดภาวนาเพื่อความปรารถนาของแม่ด้วยเถิด  เพราะซาตานต้องการทำลายแผนการณ์ของแม่ซึ่งมีอยู่ ณ. ที่แห่งนี้และขโมยสันติภาพของพวกลูก  เพราะฉะนั้น  ลูกน้อยทั้งหลาย  จงสวดภาวนา  สวดภาวนา  สวดภาวนา  เพื่อที่พระเป็นเจ้าจะสามารถปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ได้โดยผ่านทางลูกแต่ละคน  ขอให้หัวใจของพวกลูกเปิดรับน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าเถิด  แม่รักลูกและอวยพรแก่ลูกด้วยความรักของแม่
ขอขอบใจลูกที่ตอบสนองเสียงเรียกของแม่

สาส์นแม่พระประทานแก่ มีรยานา 2 ส.ค. 2014
ลูกที่รักทั้งหลาย 
ภารกิจของแม่ที่มาอยู่กับลูกนั้น  ก็เพื่อช่วยลูกให้ได้รับชัยชนะในความดี  ถึงแม้ว่าสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้สำหรับลูกในเวลานี้  แม่รู้ว่าลูกยังไม่เข้าใจในหลายสิ่งหลายอย่าง  เช่นเดียวกับแม่ที่ไม่ได้เข้าใจในทุกๆสิ่ง - ทุกๆสิ่งที่องค์พระบุตรของแม่ทรงอธิบายแก่แม่ในเวลาที่พระองค์ทรงกำลังเจริญวัยอยู่กับแม่ – แต่แม่เชื่อพระองค์และติดตามพระองค์  ดังนั้นแม่ขอร้องให้ลูกทำสิ่งเดียวกันนี้ด้วย  คือขอให้ลูกเชื่อแม่และติดตามแม่  อย่างไรก็ดี  ลูกๆที่รักทั้งหลาย  การติดตามแม่คือการรักองค์พระบุตรของแม่ยิ่งกว่าทุกสิ่ง  โดยการรักพระองค์ในคนอื่นและไม่ทำให้มีความแตกต่าง  เพื่อที่ลูกจะทำสิ่งนี้ได้  แม่ขอให้ลูกสละละตนเอง ,สวดภาวนา และพลีกรรมอดอาหาร  แม่ขอให้ลูกมีศีลมหาสนิทเป็นชีวิตแห่งวิญญาณของลูก  แม่ขอให้ลูกเป็นอัครสาวกแห่งความสว่างที่แพร่กระจายความรักความเมตตาไปทั่วโลก  ลูกๆทั้งหลายของแม่  ชีวิตของลูกบนโลกนี้สั้นเหมือนการกระพริบตาเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตนิรันดร  และเมื่อลูกมาอยู่เบื้องพระพักตร์ขององค์พระบุตรของแม่  พระองค์จะทอดพระเนตรเห็นความรักในหัวใจของลูกว่ามีมากเพียงใด  และเพื่อที่จะแพร่กระจายความรักอย่างถูกต้อง  แม่จะวอนขอองค์พระบุตร - โดยอาศัยความรักของพระองค์ - ให้ทรงรวมพวกลูกเป็นหนึ่งเดียวกัน  เป็นหนึ่งเดียวกับนายชุมพาบาลของลูกและเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  เพราะโดยอาศัยนายชุมพาบาลเหล่านั้น  องค์พระบุตรทรงมอบพระองค์เองแก่ลูกเสมอๆและชุบชูวิญญาณของลูกขึ้นมาใหม่  จงอย่าลืมเรื่องนี้
ขอขอบใจลูก

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง Nearer my God to Thee


             เพลง Nearer my God to Thee หรือ เป็นเพลงขับร้องในโบสถ์ประพันธ์ขึ้นในศตวรรษที่ 19โดย Sarah Flower Adams  มีที่มาจากพระคัมภีร์ปฐมกาล 28 : 11-12 เกี่ยวกับความฝันของยากอบ
“ยากอบออกจากเมืองเบเออร์เชบาเดินทางไปยังเมืองฮาราน   เขามาถึงที่แห่งหนึ่ง  และพักอยู่ที่นั่นในคืนนั้น  เพราะดวงอาทิตย์ตกแล้ว  เขาเอาหินก้อนหนึ่งมาหนุนศีรษะ  แล้วนอนลงที่นั่น  เขาฝันว่ามีบันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดิน  และยอดของมันสูงขึ้นไปถึงสวรรค์  มีทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังเดินขึ้นลงบนบันไดนั้น”  เพลงนี้ถูกบรรเลงในเรือไททานิกขณะที่กำลังจมดิ่งลงในมหาสมุทรเพื่อปลอบขวัญผู้คนที่ขวัญเสียอยู่ในเวลานั้น
ทางไทยได้นำทำนองมาใส่เนื้อเพลงและให้ชื่อเพลงว่า ลูกเชื่อพระองค์  เป็นเพลงที่ไพเราะกินใจมากเพลงหนึ่ง 

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระสันตปาปาจะไปอิรัก

ขณะที่พระสันตปาปาฟรังซิสประทับบนเครื่องบินจากเกาหลีใต้กลับไปวาติกัน  พระองค์ให้สัมภาษณ์นักข่าว.....อ่านต่อ

บทภาวนาสองบทที่คล้ายกัน

บทข้าแต่พระบิดา  และ บทวันทามารีย์  เป็นบทภาวนาสองบทที่มีผู้สวดมากที่สุด  ทุกๆวันจะมีผู้สวดภาวนาสองบทนี้เป็นพันล้านครั้งในทุกประเทศทั่วโลก  ที่บ้าน  ที่โบสถ์ และสถานที่ต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสวดสายประคำ  สายประคำหนึ่งสาย  จะมีการสวดบทข้าแต่พระบิดา 6 ครั้ง และบทวันทามารีย์ 53 ครั้ง  บทภาวนาทั้งสองมีโครงสร้างที่คล้ายกัน คือ แบ่งเป็นสองภาค  และในแต่ละภาคก็มีลักษณะคล้ายกันด้วย
บทข้าแต่พระบิดา
ภาคแรก
เป็นการสรรเสริญพระเป็นเจ้า  เรากล่าวว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย  พระองค์สถิตในสวรรค์  พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ  พระอาณาจักรจงมาถึง  พระประสงค์จงสำเร็จไปในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ “  เราสรรเสริญพระองค์ว่าทรงเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด  เรารู้สึกปลื้มปิติยินดีที่พระองค์ทรงเป็นบิดาของเรา  ดังนั้นเราปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดพระองค์  นั่นคือให้อาณาจักรของพระองค์จงมาถึง  และให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จไปเพื่อแผ่นดินจะได้มีความสุข
ภาคที่สอง
         เป็นการถ่อมตนและขออภัย  เรากล่าวว่า “โปรดอภัยแก่ข้าพเจ้าเหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น”
          และเป็นการวอนขอ  เราวอนขอสองอย่างคือ “โปรดประทานอาหารประจำวัน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้ “  และ “โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การประจญ  แต่โปรดช่วยให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ”  เราวอนขอในฐานะที่เราเป็นลูกของพระองค์และพระองค์เป็นบิดาของเรา  โดยการขอให้พระองค์เลี้ยงดูเราและช่วยปกป้องเราให้พันจากภัยอันตราย  เรายังขอให้พระองค์อภัยความผิดแก่เราเมื่อเราทำความผิดด้วย
บทวันทามารีย์
ภาคแรก
เป็นการสรรเสริญแม่พระ  เรากล่าวว่า “วันทามารีย์ เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน  พระเจ้าสถิตกับท่าน  ผู้ได้รับพระพรกว่าหญิงใดใด และพระเยซูโอรสของท่านทรงได้รับพระพรยิ่งนัก“  เมื่อเรากล่าวสรรเสริญแม่พระ  เรารู้สึกปลื้มปิติยินดีที่แม่พระทรงได้รับพระเกียรติ  และเราได้ทำให้คำทำนายของแม่พระสำเร็จไป  คือ “แต่นี้ไปมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยจะเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นผู้มีบุญ”  แม่พระทรงมีบุญ  มีโชควาสนาที่ได้เป็นมารดาของพระเป็นเจ้า
ภาคที่สอง
         เป็นการถ่อมตนและวอนขอ เรากล่าวว่า “สันตะมารีย์มารดาพระเจ้า  โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป  บัดนี้และเมื่อจะตาย”  เราถ่อมตนยอมรับว่าเป็นคนบาปและขอให้แม่พระทรงวอนขออภัยจากพระบิดาแทนเรา  เหมือนเช่นเด็กที่มาพึ่งแม่เมื่อทำความผิด  ขอให้แม่พูดกับพ่อแทนตนเอง  เรามีความวางใจในแม่พระในฐานะมารดาของเรา  เราไม่ได้ขอให้แม่พระอภัยบาปของเรา  เพราะมีแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้นที่สามารถให้อภัยบาปได้
            บทภาวนาทั้งสองบทนี้เป็นบทภาวนาที่สวยงามที่สุด  และมีความหมายมากที่สุด  เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปในรายละเอียด  ยังสามารถพิจารณาได้อีกหลายประเด็น  ซึ่งเราควรนำไปไตร่ตรองด้วยตนเอง  ขอให้เราสวดภาวนาทั้งสองบทนี้ทุกวัน  บ่อยๆ  และสวดอย่างดี  ให้เรารักบทภาวนาทั้งสองบทนี้เหมือนเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า  เพราะเป็นบทภาวนาที่นำพระพรมาให้แก่เรา   ทำให้เราปลื้มปิติยินดี  และทำให้เราได้อยู่ใกล้ชิดพระเป็นเจ้าและแม่พระ  นักบุญออกุสติน กล่าวว่า  “ผู้ที่สวดภาวนาจะได้รอด  ผู้ที่ไม่สวดภาวนาจะถูกสาปแช่ง  ผู้ที่สวดภาวนแต่น้อยก็มีความเสี่ยงต่อความรอดพ้นของเขา”

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แสวงบุญไปชมแบร์นาแด็ต



น. แบร์นาแด็ต  ซูบีรูส ผู้เห็นแม่พระแห่งลูรดส์ ประเทศฝรั่งเศส  เธอเสียชีวิตในปี 1879  แต่ร่างกายของเธอไม่เน่าเปื่อย  มีสภาพเหมือนกับมีชีวิตอยู่

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระสันตปาปาสร้างความประหลาดใจ

พระสันตะปาปาได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวเกาหลีใต้ในวันนี้  ตามหมายกำหนดการพระองค์จะเสด็จออกจากกรุงโซลไปยัง แดจุง
.....อ่านต่อ

Pope in Korea



พระสันตปาปาประกอบพิธีมิสซาที่สนามกีฬาในวันที่ 15 ส.ค. 2014


พบกับเยาวชนเอเชีย

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ด้วยสายตาแห่งความเชื่อ

  สายตาแห่งความเชื่อคืออะไร?
สายตาแห่งความเชื่อ คือสายตาที่เราใช้มองดูสิ่งที่ไม่ใช่ของโลกนี้แต่อยู่เหนือกว่า  เป็นสายตาที่มองไปในอนาคต  เป็นสายตาที่สามารถแยกแยะสิ่งถูกและผิดและสามารถทำให้เห็นหนทางที่จะมุ่งไปสู่สิ่งที่ดี
เรื่องราวต่างๆในพระคัมภีร์ทั้งหมดบอกว่า  พระเป็นเจ้าทรงยกย่องผู้มีความเชื่อ  ความเชื่อหมายถึงความมั่นใจในพระเป็นเจ้า   ยอมให้พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งต่อเราและนำทางเราไปในทุกแห่งทุกสถานการณ์ตามพระประสงค์ของพระองค์  ด้วยความเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระองค์  และเป็นแผนการของพระองค์ที่ทรงมีต่อชีวิตของเรา
ถ้ามีบางคนพูดถึงบางเรื่องเกี่ยวกับคุณในทางที่ไม่ดี?
จงสลัดมันทิ้งไปเสียจากชีวิตของคุณเหมือนสลัดฝุ่นดินออกจากรองเท้าของเรา  จงเรียนรู้ในเรื่องนี้เป็นอันดับแรก – คือสลัดละทิ้งสิ่งที่คนอื่นพูดหรือคิดถึงเราในทางที่ไม่ดี  มีบางเวลาที่เราทำสิ่งที่ถูกต้อง  แต่บ่อยครั้งปีศาจจะล่อลวงให้เราทำสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้อง  ทำให้เราตาบอดและเกิดความกลัว  เพื่อทำให้เราหมดกำลังใจ
ทันทีที่มันปรากฏต่อเรา  เราต้องรีบปฏิเสธมัน   เราต้องขุดรากของมันออกจากใจของเราทันที
ถ้าเราทำเช่นนี้บ่อยๆ  เราจะเรียนรู้วิธีในการกำจัดปีศาจได้ง่ายขึ้น
ขั้นต่อไป  เราต้องมองตัวเองในแสงสว่าง  อย่างที่พระเป็นเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นเรา  พระองค์ทรงรักเรายิ่งกว่าเรารักตัวเราเองเสียอีก  จงมองดูตัวเองตามความเป็นจริง – นี่เป็นพลังที่จะทำให้คุณกลายเป็นผู้รับใช้ที่ดีของพระเป็นเจ้าในนิรันดรภาพ  พระเป็นเจ้าทรงทราบดีว่า  ภายใต้เนื้อหนังแห่งร่างกายนี้  และส่วนลึกของชีวิตที่เต็มไปด้วยการดิ้นรนนี้  เป็นความสวยงามที่ซ่อนอยู่ภายในซึ่งพร้อมจะเปิดเผยออกมา  เหมือนดังเช่นดักแด้ที่อยู่ในรังเส้นใย  ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็จะออกมาจากรังเส้นใยกลายเป็นผิเสื้อที่สวยงามบินโผผินไปในอากาศ
เราจะสวยงามเช่นนี้ได้อย่างไรหรือ?  เราต้องกลับไปที่เรื่องสายตาแห่งความเชื่อ  ด้วยสายตานี้เรามองข้ามความวุ่นวายของปัจจุบัน – มองข้ามปัญหาทุกอย่าง – และหันไปมองดูสิ่งดีๆที่มีอยู่  สิ่งที่เราต้องการให้เกิด  บุคคลที่เราต้องการเป็นเหมือนเขา
และถ้าสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า  สิ่งนั้นคือเส้นทางที่เราต้องเดินตาม  เมื่อเรายกสายตาของเราขึ้นมองข้ามบุคคลที่ทำร้ายเรา  มองข้ามการทดลองต่างๆของโลกไม่ว่ามันจะร้ายกาจสักเพียงใด  นั่นเป็นเส้นทางเดินแห่งความรุ่งเรืองของเรา
บนกางเขน  พระเยซูคริสต์ทรงทอดพระเนตรขึ้นเบื้องบน  สวรรค์อยู่ในจิตใจของพระองค์แม้ว่าพระองค์ทรงถูกตรึงอยู่บนกางเขน  และพระองค์ทรงมอบสวรรค์ให้แก่โจรที่ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์
ในทางตรงข้าม  ปีศาจต้องการให้เราสูญเสียความหวัง  ต้องการให้เราหมดกำลังใจ  ต้องการให้เราคิดว่าเราตกต่ำจนไม่สามารถขึ้นมาจากหลุมแห่งความตกต่ำนั้นได้  มันพยายามขัดขวางเราไม่ให้สวดภาวนา  แต่มันจะทำไม่สำเร็จถ้าเราจะสลัดมันทิ้งไปเสียด้วยการเอ่ยพระนามของพระเยซูเจ้า
เพราะฉะนั้นในครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกท้อแท้ใจ  จงสลัดละความรู้สึกนั้น  เริ่มต้นสวดภาวนา  ในการภาวนานี้ให้คุณมองตนเองและสภาพของคุณในแสงสว่าง  มองดูปัญหาต่างๆของคุณที่ค่อยๆละลายหายไป  มองดูพระคริสตเจ้าผู้ทรงกำลังพยุงคุณให้ลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ปีศาจจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อคุณยอมมัน  พระคริสตเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองเหนือทุกสิ่งและทุกสถานการณ์  พระองค์ทรงเป็นความยินดีและสันติสุข  ผู้ทรงกำลังรอคอยคุณและรักคุณมากเกินกว่าที่คุณคิด  แต่พระองค์ทรงรอให้คุณยกสายตาแห่งความเชื่อของคุณขึ้น  มองดูดินแดนแห่งความชื่นชมยินดีและเข้ามาสู่ดินแดนนี้

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เพลง Koinonia



เพลง Koinonia เป็นเพลงที่ใช้ต้อนรับพระสันตะปาปาอย่างเป็นทางการ ในการเสด็จเป็นประธานของพระองค์ในงานวันเยาวชนเอเชีย ตั้งแต่วันที่ 14-18 กรกฎาคม
Koinonia เป็นภาษากรีกแปลว่า มิตรภาพ เป็นเพลงที่บอกถึงความรักของพระเป็นเจ้าต่อมนุษย์ ดารานักร้องวัยรุ่น 36 คนเป็นผู้ร้องเพลงอันเป็นที่รู้จักกันดีนี้ในเกาหลีใต้

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระรูปแม่พระในอิรัก




พระสันตะปาปาทรงเศร้าพระทัยในเหตุการณ์ในอิรักและซีเรีย  ทรงเรียกร้องให้ยุติสงคราม
“ยุคนี้มีมรณสักขีมากกว่าในศตวรรษแรกเสียอีก”


ชายชาว ยีซีดิส 500 คนและเด็กๆถูกฆ่าโดยพวก ISIS  และพวกนี้ยังอ้างว่าตามกฎบัญญัติของอิสลามและคำสอนของมูฮัมหมัด  ผู้หญิงจะถูกส่งไปให้ทหารมุสลิมข่มขืน  ชาวยีซีดิสเป็นชนกลุ่มน้อยในอิรัก  ปฏิบัติตามศาสนาดั้งเดิมในแถบนั้น  เวลานี้กำลังถูกกำจัดออกไปโดยพวก ISIS
เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2014 สมาชิกสภาผู้เป็นตัวแทนของชาวยิซีดิส ได้ร้องไห้และขอร้องประชาคมโลกให้ช่วยเหลือชาวยิซีดิสของพวกเขา  นาง Fiyan Dakheel ซึ่งเป็นผู้แทนของชาวยีซีดิสได้ร้องไห้อย่างขมขื่นเรียกร้องมนุษยธรรมเพื่อช่วยเหลือชาวยีซีดิสให้พ้นจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์โดยพวก ISIS
คนที่ถูกพวก ISIS ฆ่าไม่ใช่มีแต่คริสตชนเท่านั้น  แต่ยังมี ผู้นับถืออิสลามนิกาย สุหนี่  ชิอะห์ และชนกลุ่มน้อย ซึ่งนับรวมแล้วเป็นจำนวนนับพันคนที่ถูกฆ่าไปแล้ว  จุดประสงค์ของพวก ISIS คือการนำกฎบัญญํติ เชอเรีย ของอิสลามมาปกครองประเทศและทำให้ประเทศเป็นรัฐอิสลามเหมือนสมัยกาลิปแห่งเปอร์เซีย

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผู้ก่อการร้ายในมาเลเซียและอินโดนีเซีย

           ความคิดที่จะสร้างอาณาจักรสมัยกาลิปแห่งเปอร์เซียขึ้นมาใหม่ได้แพร่กระจายไปในทวีปเอเชีย  ทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายในอินโดนีเซียและมาเลเซีย
ในกัวลาลัมเปอร์และจาการ์ตา  ได้มีคำเตือนว่าพวกสมุนของกลุ่มก่อตั้งรัฐอิสลามเตรียมพร้อมแล้วที่จะโจมตีสถานที่ต่างในประเทศ  บริเวณที่เป็นเป้าหมายคือ สถานที่ราชการ,ที่สาธารณะและสถานที่ซึ่งเป็นจุดอ่อนไหว  เป้าหมายคือการลบล้างสถาบันทางด้านทุนนิยมและแหล่งโลกียสถานเพื่อที่จะนำกฎหมายอิสลาม (ชาเรีย) มาใช้ปกครองประเทศ  มีชาวมาเลเซียอย่างน้อย 20 คนอยู่ในซีเรียที่กำลังทำสงครามจีฮัด  และมีคนจากฟิลิปปินส์ร่วมด้วยเป็นครั้งแรก
ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อต้านผู้ก่อการร้ายจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย รายงานว่ามีชาวมาเลเซียและอินโดนีเซียหลายคนได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายอิสลาม Islamic State terror group (formerly known as ISIS)  ที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในอิรักและซีเรีย  และดูเหมือนว่าพวกนี้มีแผนการจะโจมตีและก่อความวุ่นวายในประเทศบ้านเกิดของตนเองด้วย
ความสำเร็จในการยึดเมืองหลายเมืองในอิรัก ทำให้พวกนี้มีความฮึกเหิม  และกระทำการอย่างโหดร้ายต่อชนกลุ่มน้อย  เหตุการณ์นี้กำลังแพร่กระจายไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน
กลุ่มเคลื่อนไหวและผู้นำมุสลิมได้รับแรงบันดาลใจจากการกระทำของพวกนักรบนิกายสุหนี่  จึงตั้งใจจะสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐกาลิปอิสลาม
หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายในกัวลาลัมเปอร์และจาการ์ตาได้เตือนว่า  สมุนของกลุ่มก่อตั้งรัฐอิสลามต้องการล้มล้างรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฏหมาย  ด้วยความคิดที่ว่ารัฐบาลนี้เป็นสถาบันทางโลกียโดยธรรมชาติ  พวกนี้ต้องการนำกฎหมายชาเรียมาใช้อย่างเข้มงวดตามกฎบัญญัติของอิสลาม
ตามการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ  ผู้ก่อการร้ายที่ปฏิบัติการอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเพิ่มขึ้น   และในมาเลเซีย,มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างน้อย 19 คนที่ต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายในระหว่าง 7 เดือนที่ผ่านมานี้ 
ผู้ถูกจับกุมได้เปิดเผยแผนการที่จะโจมตีหน่วยงานภาครัฐ  ไนต์คลับ  บาร์และสถานเริงรมย์บนถนนสายบันเทิงยามค่ำคืน  ในเวลาเดียวกัน  มีชาวมาเลย์อย่างน้อย 20 คนได้เดินทางไปซีเรียเพื่อเข้าร่วมในการทำสงคราม  แต่จำนวนอาจมีมากกว่านี้
ในอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก  ได้สั่งห้ามการสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวหัวรุนแรง  และมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก  อย่างไรก็ตาม  อันตรายยังมีอยู่และมีมากขึ้นเรื่อยๆ  เพราะข้าราชการชั้นสูงรวมทั้งรัฐมนตรีไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะป้องกันเรื่องนี้
มีรายงานว่ากลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมในฟิลิปปินส์ก็พยายามเข้าร่วมปฏิบัติการแบบเดียวกับกลุ่มหัวรุนแรงมุสลิมในมาเลเซียและอินโดนีเซีย

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

I Will Follow Him



I Will Follow Him by Andre Rieu
 
I will follow Him   ฉันจะติดตามพระองค์
Follow Him wherever He may go,  ติดตามพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะไปที่ใด
And near Him, I always will be  และฉันจะอยู่ใกล้พระองค์เสมอ
For nothing can keep me away,  เพราะไม่มีสิ่งใดกีดกันฉันจากพระองค์ได้
He is my destiny.  พระองค์ทรงเป็นจุดหมายของฉัน

I will follow Him,   ฉันจะติดตามพระองค์
Ever since He touched my heart I knew,  มันเริ่มตั้งแต่พระองค์ทรงสัมผัสหัวใจของฉัน
There isn't an ocean too deep,  ไม่มีมหาสมุทรที่แสนลึก
A mountain so high it can keep,   ภูเขาที่สูงเพียงใด  ก็ไม่อาจ
Keep me away, away from His love
  ไม่อาจกีดกันฉันจะความรักของพระองค์ได้

I love Him, I love Him, I love Him,   ฉันรักพระองค์  ฉันรักพระองค์  ฉันรักพระองค์
And where He goes,  และพระองค์ไปที่แห่งใด
I'll follow, I'll follow, I'll follow.  ฉันจะติดตาม  ฉันจะติดตาม  ฉันจะติดตาม
he'll always be my true love, my true love, my true love  พระองค์จะเป็นรักแท้ของฉัน   รักแท้ของฉัน  รักแท้ของฉันเสมอ
from now until forever, forever, forever  บัดนี้และตลอดกาล  ตลอดกาล  ตลอดกาล

I will follow Him,  ฉันจะติดตามพระองค์
Follow Him wherever He may go,   ติดตามพระองค์ทุกที่ที่พระองค์ไป
There isn't an ocean too deep,  ไม่มีมหาสมุทรที่แสนลึก
A mountain so high it can keep,  ภูเขาที่สูงเพียงใดก็ไม่อาจ
Keep me away, away from His love...  กีดกันฉัน  กีดกันฉันจากความรักของพระองค์

We will follow Him,  ฉันจะติดตามพระองค์
Follow Him wherever He may go,   ติตตามพระองค์ทุกที่ที่พระองค์ไป
There isn't an ocean too deep,  ไม่มีมหาสมุทรที่แสนลึก
A mountain so high it can keep,  ภูเขาที่สูงเพียงใดก็ไม่อาจ
Keep us away, away from His love...  กีดกันฉัน  กีดกันฉันจากความรักของพระองค์

I love Him   ฉันรักพระองค์
(
Oh yes I love Him)   ถูกแล้ว  ฉันรักพระองค์
I'll follow  ฉันจะติดตามพระองค์
(
I'm gonna follow)   ฉันจะติดตาม
True love   รักแท้
(
He'll always be my true, true love)   พระองค์เป็นรักแท้ของฉันเสมอ
Forever   ตลอดกาล
(
Now until forever )    บัดนี้และตลอดกาล
I love Him, I love Him, I love Him,    ฉันรักพระองค์  ฉันรักพระองค์   ฉันรักพระองค์
And where He goes,   และพระองค์ไปที่ใด
I'll follow, I'll follow, I'll follow,   ฉันจะติดตาม  ฉันจะติดตาม  ฉันจะติดตาม
He'll always be my true love,    พระองค์จะเป็นรักแท้ของฉันเสมอ
My true love, my true love,   รักแท้ของฉัน  รักแท้ของฉัน
From now until forever,    บัดนี้และตลอดกาล
Forever, forever...   ตลอดกาล  ตลอดกาล

There isn't an ocean too deep,    ไม่มีมหาสมุทรที่แสนลึก
A mountain so high it can keep,   ภูเขาที่สูงเพียงใดก็ไม่อาจ
Keep me away, away from His love
    กีดกันฉัน  กีดกันฉันจากความรักของพระองค์

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระเยซูเจ้าทรงจำแลงพระกายอย่างรุ่งเรือง


            บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ศิษย์รู้ว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเป็นเจ้าโดยทรงจำแลงพระกายอย่างรุ่งเรือง
ทรงประทับยืนอยู่ระหว่างโมเสสและเอลิยาห์  หมายถึงพระเยซูเจ้าทรงเป็นดังสะพานเชื่อมโยงกฏบัญญัติของโมเสสเข้ากับคำทำนายและบทสดุดีต่างๆของประกาศกซึ่งกล่าวไว้ถึงองค์พระผู้ไถ่  โมเสสปีนขึ้นบนภูเขา  พระเยซูเจ้าทรงกระทำเช่นเดียวกันและเสด็จไปพร้อมกับศิษย์สามคน  และพระสิริของพระเป็นเจ้าได้ปรากฏให้เห็นในท่ามกลางกลุ่มเมฆ (โมเสสเห็นพระสิริของพระเป็นเจ้าเป็นไฟไหม้พุ่มไม้แต่พุ่มไม้มิได้มอดไหม้)  เอลิยาห์ – เช่นเดียวกันได้ปีนขึ้นบนภูเขาโฮเรบและได้ยินเสียงของพระเป็นเจ้าในสายลมอ่อนๆ  ศิษย์ทั้งสามก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระเป็นเจ้าในกลุ่มเมฆด้วย
มีคำทำนายว่าเอลิยาห์จะปรากฏมาล่วงหน้าก่อนพระเมสสิยาห์จะเสด็จมา  ในวันนี้พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างรุ่งเรือง เพื่อให้ศิษย์ได้รับรู้ว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาแล้ว
พระสุรเสียงของพระเป็นเจ้าประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรสุดที่รักของพระองค์  ซึ่งพระองค์พอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง (ดู สดุดี 2:7)็็  ในขณะนั้น พระเป็นเจ้าทรงให้เราเห็นพระองค์ในพระสิริอันรุ่งเรืองอยู่ชั่วขณะหนึ่ง  ในท่ามกลางกลุ่มเมฆขององค์พระจิตเจ้า  พระบิดาทรงเปิดเผยความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อองค์พระบุตร  และทรงเชื้อเชิญให้เรามีส่วนร่วมในความรัก  โดยให้เราเป็นบุตรชายและหญิงสุดที่รักของพระองค์ด้วย
ในกลุ่มเมฆแห่งสวรรค์  พระภูษาของพระเยซูเจ้าเปลี่ยนเป็นสีขาวส่องแสงเจิดจ้า  พระองค์คือบุตรแห่งมนุษย์ผู้ซี่งประกาศกดาเนียลได้เห็นในนิมิต  ดังในบทอ่านที่หนึ่งของวันนี้
พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองโลกทั้งมวล  ตามบทเพลงที่เราขับร้องในวันนี้  แต่พระองค์จักต้องเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองจิตใจและวิญญาณของเราด้วย
และสุดท้าย พระดำรัสของพระเป็นเจ้าทรงสั่งเราว่า “จงเชื่อฟังพระองค์เถิด”  พระวาจาของพระเยซูเจ้าเป็นตะเกียงที่ส่องสว่างในความมืดมิดแห่งชีวิตของเรา  ดังที่นักบุญเปโตรได้บอกกับเราในบทอ่าน
             ในวันนี้ให้เราฟังเสียงของพระองค์  ให้เราฟังพระวาจาอันทรงชีวิตขององค์พระบุตรซึ่งให้ชีวิตนิรันดรแก่เรา

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พระเป็นเจ้าทรงพิโรธไลบีเรีย

Thu, 07/31/2014
พระสังฆราช,พระสงฆ์, ผู้อภิบาล,ผู้แพร่ธรรม จำนวนมากกว่า 100 คน ได้ร่วมในการประชุมซึ่งจัดขึ้นโดย  Liberia Council of Churches (LCC), เมื่อวันพุธที่โบสถ์ St. Stephen Episcopal Church ที่ตั้งอยู่ที่ 10th Street in Sinkor, Monrovia เพื่ออภิปรายในเรื่องที่สถานการณ์ของโรคอีโบลา
ผู้ริเริ่มให้มีการประชุมคือพระอัครสังฆราช Jonathan B.B. Hart, ผู้เป็นประธานของ LCC และดำรงตำแหน่งอัครสังฆราชของ Internal Province of West Africa ด้วย
ผู้นำของพระศาสนจักรหลายท่านได้เข้าร่วมประชุมด้วยอาทิเช่น พระอัครสังฆราชแห่งไลบีเรีย Lewis Zeiglier , Dr. Kortu Brown และผู้แทนของสมาคมคริสเตียนอื่นๆซึ่งได้รับเชิญด้วย
ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้บทสรุปของการประชุมดังต่อไปนี้
1.       พระเป็นเจ้าทรงพิโรธไลบีเรียจึงทำให้เกิดการระบาดของโรคอีโบล่า  ชาวไลบีเรียต้องสวดภาวนาและวอนขออภัยโทษต่อพระเป็นเจ้าในความผิดของการคอร์รัปชั่นและบาปต่างเช่น รักร่วมเพศ ฯลฯ  ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสังคม  ในฐานะที่เป็นคริสตชนเราต้องสำนึกผิดและขออภัยต่อพระเป็นเจ้า
2.             จัดให้มีการพลีกรรมอดอาหารและสวดภาวนาเป็นเวลา 3 วันทั่วประเทศ  เริ่มตั้งแต่วันพุธ 6 ส.ค. ไปจนถึงวันศุกร์ 8 ส.ค.
3.       จัดตั้งคณะกรรมการซึ่งจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาล
4.        ถ้ารัฐบาลเห็นชอบกับข้อเสนอ  สาธารณรัฐไลบีเรียจะจัดให้มีการอดอาหารและสวดภาวนา 3 วัน และกิจการนี้ต้องกระทำอย่างเข้มงวด  ประชาชนต้องอยู่ภายในบ้านอย่างเงียบๆเป็นเวลา 3 วันโดยอดอาหารและสวดภาวนา
คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นจะเสนอบทสรุปให้กับผู้นำไลบีเรียในวันที่ 31 ก.ค. นี้
พระอัครสังฆราช Rev. Zeigler กระตุ้นให้คริสตชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาทอลิกให้วอนขอต่อพระเป็นเจ้า “พระศาสนจักรใช้วิธีสวดภาวนาด้วยความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อพระเป็นเจ้าเพื่อให้ทรงช่วยชีวิตของพวกเราในช่วงเวลาแห่งสันติภาพ  สงครามหรือภัยพิบัติต่างๆ  ขอให้เราอย่าพลาดโอกาสที่จะสวดภาวนาร่วมกันและมุ่งไปสู่พระเป็นเจ้าด้วยใจถ่อมตนและสำนึกผิด”