พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฏาคม 2024 อัครสาวกกลับมารายงาน

           บรรดาอัครสาวกกลับมาเฝ้าพระเยซูเจ้าและทูลรายงานให้ทรงทราบถึงทุกสิ่งที่เขาได้ทำและได้สอน พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงมาพักผ่อนกับเราตามลำพังในที่สงัดระยะหนึ่งเถิด” เพราะมีคนไปมาจนเขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะกินอาหาร พระเยซูเจ้าจึงทรงลงเรือไปยังที่สงัดพร้อมกับบรรดาอัครสาวก ประชาชนหลายคนเห็นพระเยซูเจ้ากับบรรดาอัครสาวกแล่นเรือออกไป ก็คาดคะเนได้ว่า พระองค์จะทรงไปที่ใด จึงรีบเดินเท้าออกจากเมืองต่าง ๆ ไปที่นั่นและไปถึงก่อน เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือ ทรงแลเห็นประชาชนมากมายก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเป็นดังฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง พระองค์จึงทรงเริ่มสั่งสอนเขาหลายเรื่อง
(มาระโก 6:30-34)








วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นักบุญ-4

ถ้าจะมีคำใดที่ใช้บรรยายชีวิตของ น. ปีเตอร์ จูเลียน เอียมาร์ด Saint Peter Julian Eymard ได้แล้วก็คงเป็นคำว่า “เข็นครกขึ้นภูเขา” นั่นแหละ
>>>อ่านต่อ 

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สาส์นแม่พระ2+25ก.พ.2016

สาส์นแม่พระประทานแก่ มารีจา 25 ก.พ. 2016
ลูกที่รักทั้งหลาย
ในเวลาแห่งพระหรรษทานนี้  แม่กำลังเรียกพวกลูกทุกคนให้กลับใจ  ลูกน้อยทั้งหลาย  พวกลูกมีความรักเพียงเล็กน้อยและการสวดภาวนายิ่งมีน้อยกว่า  พวกลูกกำลังหลงทางและไม่รู้ว่าเป้าหมายของลูกคืออะไร  จงรับกางเขนเถิด  มองดูพระเยซูเจ้าและติดตามพระองค์  พระองค์ประทานพระองค์เองแก่พวกลูกด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ก็เพราะพระองค์ทรงรักพวกลูก  ลูกน้อยทั้งหลาย  แม่กำลังส่งเสียงร้องเตือนพวกลูกว่า : จงหันกลับมาสู่การสวดภาวนาด้วยหัวใจ  เพื่อที่ลูกจะได้พบกับความหวังและความหมายของการมีชีวิตของลูก  ในการสวดภาวนา  แม่จะอยู่กับลูกและสวดภาวนาเพื่อลูก
ขอขอบใจที่ตอบสนองเสียงเรียกของแม่
 สาส์นแม่พระประทานแก่ มีรยานา 2 ก.พ. 2016
ลูกที่รักทั้งหลาย
แม่ขอเรียกให้พวกลูกมารู้จักกับพระบุตรของแม่อีกครั้ง ขอให้ลูกมารู้จักองค์ความจริง 
แม่อยู่กับพวกลูกและสวดภาวนาเพื่อพวกลูกเสมอ 
ลูกทั้งหลายของแม่  ลูกต้องสวดภาวนามากๆเพื่อที่ลูกจะได้มีความรักและความอดทนมากขึ้น  และจะได้รู้จักที่จะเสียสละทำพลีกรรมและมีความยากจนในจิตใจ 
โดยอาศัยพระจิตเจ้า  องค์พระบุตรของแม่ทรงอยู่กับพวกลูกเสมอ 
พระศาสนจักรของพระองค์บังเกิดในหัวใจทุกดวงที่มารู้จักพระองค์ 
จงสวดภาวนาเพื่อที่ลูกจะได้รู้จักพระองค์เถิดและจิตวิญญาณของลูกจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ 
นั่นคือการสวดภาวนาและความรักซึ่งจะดึงดูดผู้อื่นและทำให้ลูกเป็นอัครสาวกของแม่ 
แม่มองดูพวกลูกด้วยความรัก  ด้วยความรักเยี่ยงมารดา  แม่รู้จักพวกลูก  แม่รู้ถึงความเจ็บปวดและความเศร้าโศกของพวกลูก 
เพราะแม่ก็เศร้าโศกอยู่อย่างเงียบๆเช่นกัน 
ความเชื่อของแม่ให้ความรักและความหวังแก่แม่ 
แม่ขอย้ำว่า  การกลับคืนชีพขององค์พระบุตรของแม่และการรับเกียรติยกขึ้นสู่สวรรค์ของแม่เป็นความหวังและความรักสำหรับพวกลูก 
เพราะฉะนั้น  ลูกๆทั้งหลายของแม่  จงสวดภาวนาเพื่อที่ลูกจะได้รู้จักความจริง  จะได้มีความเชื่อที่มั่นคงซึ่งจะนำทางหัวใจของพวกลูกและจะเปลี่ยนความเจ็บปวดและความทุกข์ของพวกลูกให้กลายเป็นความรักและความหวัง

ขอขอบใจลูก

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระพรการรู้ล่วงหน้า2

นักบุญแอนโทนี  มารีย์ คลาเรต์ (1807-1870) เป็นผู้ก่อตั้งคณะ the Missionary Sons of the Immaculate Heart of Mary (หรือเรียกอีกชื่อว่า Claretians)  ครั้งหนึ่งท่านจัดให้มีการเข้าเงียบเตรียมจิตใจสำหรับสัตบุรุษ  แต่ช่วงเวลานั้นเป็นฤดูเก็บเกี่ยวพืชผลของชาวบ้าน และชาวบ้านต้องไปทำงานในทุ่งนาของพวกเขา  คุณพ่อได้ไปเยี่ยมแต่ละบ้านและชักชวนให้พวกเขามาร่วมเข้าเงียบเตรียมจิตใจ  ท่านบอกว่าพระเป็นเจ้าจะอวยพรพวกเขาถ้าพวกเขามาร่วม  ชาวบ้านหลายคนตอบปฏิเสธ  บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะพืชผลทั้งหมดอาจเสียหายได้ภายในวันเดียว  ในสถานการณ์เช่นนี้  คุณพ่อได้กล่าวทำนายว่า “ในนามของพระเป็นเจ้า  พ่อขอบอกพวกคุณว่า  ถ้าพวกคุณมาร่วมในการเตรียมจิตใจครั้งนี้  ต้นข้าวสาลีจะให้ผลมากมาย  ฝนและพายุจะไม่มาทำลาย  แต่ถ้าพวกคุณไม่มาร่วมงาน  พืชผลของพวกคุณก็จะเสียหาย”  ด้วยคำทำนายนี้ คุณพ่อจึงสามารถดำเนินกิจการงานของท่านต่อไปได้  มีชาวนาและคนงานมาร่วมมากมาย   แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่มา  สองวันต่อมา  ชาวนาที่ไม่มาร่วมงานก็ได้เห็นพืชผลที่เขาปลูกไว้ถูกทำลายจนราบเรียบจากพายุหนักที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว  แต่ในที่นาของชาวนาที่มาร่วมงานกลับไม่ได้รับความเสียหาย มิหนำซ้ำต้นข้าวสาลีของพวกเขายังออกรวงมีเมล็ดข้าวมากกว่าแต่ก่อนด้วย  เป็นไปตามคำทำนายของคุณพ่อ คลาเรต์
คำทำนายอีกอันหนึ่งของคุณพ่อเกิดขึ้นที่สังฆมณฑลวิค ในสเปน  คู่สามีภรรยา  โจเซ่  โรวิรา และ โรซ่า  มาลาตส์ พวกเขามีลูกสาวสองคน  คนหนึ่งตายตั้งแต่ยังเล็ก  ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อ แคนดีดา  เธอปรารถนาจะเข้าอารามเป็นนักบวชและได้บอกความปรารถนาให้พ่อแม่ทราบ  พ่อแม่ขอให้เธอคิดทบทวนดู  พ่อได้พาลูกสาวมาปรึกษากับพระสงฆ์ชื่อ Father Canals ซึ่งเป็นอธิการของคณะคาร์เมไลท์แห่งวิค  ท่านได้พูดคุยสอบถามแคนดีดา  และได้เห็นถึงความยากจนและอายุของผู้เป็นพ่อ  ท่านจึงรู้สึกลังเลใจ  เพราะพ่อแม่ปรารถนาให้ลูกสาวอยู่กับพวกเขาดูแลพวกเขาในยามแก่ชรา  คุณพ่อคานาลรู้เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของคุณพ่อคลาเรต์  ท่านจึงส่งพวกเขาไปหาคุณพ่อคลาเรต์  หลังจากคุณพ่อคลาเรต์สอบถามผู้เป็นลูกสาวแล้ว  ท่านสวดภาวนาและพูดกับผู้เป็นพ่อโดยกล่าวทำนายว่า  “เป็นพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า  ที่จะให้แคนดีดาเข้าเป็นนักบวช  จงอย่าวิตกกังวลไปเลย  เพราะภายในหนึ่งปี  พระเป็นเจ้าจะทรงอวยพรพวกคุณให้ได้ลูกชายคนหนึ่ง  เขาจะเป็นผู้ปลอบประโลมใจของคุณในยามที่คุณแก่ชรา”  ผู้เป็นพ่อฟังแล้วก็ยิ้ม  เพราะรู้ดีว่าภรรยาของเขาหมดเวลาที่จะมีลูกได้แล้ว  แต่เขาก็ตอบคุณพ่อคลาเรต์ว่า “ถ้าในหนึ่งปีนี้ผมมีลูกชาย  เราจะอนุญาตให้ลูกสาวของเราเข้าคอนแวนต์ครับ” และก็เป็นไปตามคำทำนาย  ปีถัดมาพวกเขาก็ได้ลูกชาย  คนทั้งเมืองรู้เรื่องเกี่ยวกับคำทำนายนี้  และถือว่านี่เป็นการกำเนิดที่อัศจรรย์  แคนดีดาได้เข้าเป็นคาร์เมไลท์ชั้นที่สาม  ส่วนน้องชายของเธอก็เติบโตเป็นคนที่ดูแลพ่อแม่ในยามแก่ชราตามที่คุณพ่อคลาเรต์ทำนายไว้

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระพรการรู้ล่วงหน้า

คุณพ่อยอห์น บอสโก(1815-1888), ผู้ก่อตั้งคณะซาเลเซียนได้เคยทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดกับคนบางคนที่ท่านเพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรก ดังเช่นกรณีนี้ที่เกิดในปี 1853 เด็กหญิงคนหนึ่งได้พบกับคุณพ่อบอสโกและเล่าให้ท่านฟังว่าเธอได้รับกระแสเรียกที่จะเป็นนักบวช คุณพ่อลังเลใจพักหนึ่งก่อนที่จะตอบว่า “ลูกจะต้องรอเป็นเวลานานก่อนที่ลูกจะตระหนักใจในความปรารถนาของลูก แต่ในที่สุดลูกจะเข้าสู่คณะนักบวชคณะหนึ่งซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกับวันเกิดของลูก” สิบสองปีผ่านไป เด็กหญิงผู้นั้นก็ได้เข้าสู่คณะ Little Sisters of the Assumption ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเวลาเดียวกับวันเกิดของเด็กหญิงคนนี้ เป็นไปตามที่คุณพ่อบอสโกได้กล่าวทำนายไว้ ทั้งๆที่คุณพ่อบอสโกเพิ่งพบเด็กหญิงคนนี้เป็นครั้งแรก

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความฝันของคุณพ่อบอสโก

เมื่อคนยากจนจะเป็นผู้ประกาศพระวาจาของพระเจ้าแก่โลก  พระสงฆ์จะมาจากคนที่จับจอบ  เสียม และค้อน
>>>อ่านต่อ 

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การเดินรูป14ภาคที่ภูทอกน้อย


        สัตบุรุษ 15 วัดในเขตจังหวัดบึงกาฬ ร่วมใจเดินรูป 14 ภาค รำพึงถึงพระมหาทรมานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระ?เยซูคริสตเจ้า นำโดย คุณพ่อบัวทอง บุญทอด หัวหน้าเขตบึงกาฬ คุณพ่ออุทัย ถาวร, C.M. คุณพ่อโฮเซ โรดริเกซ คุณพ่อสุรพงษ์ ลาบุดดี คุณพ่อปรีชา ศิลาโคตร และสังฆานุกร ประเสริฐ คุณโดน โดยเริ่มเดินรูปจากฐานขึ้นสู่ยอดภูทอกน้อย บ้านภูสวาท อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ณ ที่ตั้งไว้ซึ่งกางเขนใหญ่ และพระรูปแม่มารีย์ ในบรรยากาศงดงามที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอัน?งดงามของสองฝั่งโขง วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม 2015 เวลา 16.00 น. จากนั้นได้เข้าสู่ภาควจนพิธีกรรม การรับศีลมหาสนิท และนมัสการกางเขน หลังเสร็จพิธีกรรม ทุกคนได้รับประทานอาหารว่างร่วมกัน พิธีกรรมในครั้งนี้เป็นการแบ่งปันชีวิตแห่?งความเชื่อ ความหวัง ความรัก และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพี่น้องค?ริสตชนในเขตบึงกาฬ

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รูปภาพพระเมตตาต้นฉบับ


มีภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่ถูกสร้างขึ้นและออกฉายแล้ว  เกี่ยวกับประวัติของ “ภาพพระเมตตาต้นฉบับ”  เป็นเรื่องที่ไม่เคยเล่ามาก่อนเลย  ชื่อของภาพยนตร์สารคดีคือ “The Original Image of Divine Mercy: the Untold Story of an Unknown Masterpiece,” โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย  เช่น  comedian Jim Gaffigan, actor and musician Harry Connick, Jr., George Weigel, Bishop Robert Barron, and others.
ถึงแม้จะมีรูปภาพพระเมตตาในหลายรูปแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน  แต่มีเพียงรูปภาพเดียวเท่านั้นที่ถูกใช้ในเวลาที่นักบุญโฟสตีนายังมีชีวิตอยู่  ซึ่งเป็นรูปภาพที่นักบุญโฟสตีนาเห็นในนิมิต  และรูปภาพนี้เกือบถูกทำลายไปแล้ว
 “พวกโซเวียตที่แอนตี้คาทอลิกอย่างรุนแรงได้เข้าครอบครองเมืองวิลนีอุส  ทำให้ต้องมีการซ่อนรูปภาพพระเมตตาเอาไว้  ในที่สุดก็มีซิสเตอร์สองคนยอมรับภารกิจที่ท้าทายและแทบเป็นไปไม่ได้  นั่นคือการลักลอบนำรูปภาพพระเมตตาข้ามพรมแดนระหว่างลิธูเนียกับเบลารุส”
             จนกระทั่งปี 2005 รูปภาพพระเมตตานี้ก็ได้กลับมายังที่อยู่ดั้งเดิมที่เมืองวิลนีอุสตามความปรารถนาของนักบุญโฟสตีนาและบุญราศีคุณพ่อไมเคิล  โซปอกโก
    รูปพระเมตตาต้นฉบับ                                                        รูปพระเมตตาวาดเหมือนต้นฉบับมากที่สุด
 

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระสันตปาปาสวดหน้าพระรูปแม่พระกัวดาลูเป



พระสันตะปาปาเสด็จเยี่ยมอาสนวิหารแม่พระกัวดาลูเป ในเม็กซิโก และทรงสวดหน้าพระรูปอย่างเงียบๆ


วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ศีลมหาสนิท

ศีลมหาสนิท – พันธสัญญาระหว่างพระเยซูเจ้ากับประชากรของพระองค์
พระเยซูเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาในการเสกปังระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้าย  พันธสัญญานี้เป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว  ประชาชนจากหลายครอบครัวได้กลายมาเป็นครอบครัวเดียว  ความสัมพันธ์นี้ไม่เหมือนความสัมพันธ์อื่น  อย่างเช่นการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือการบริการทางด้านเศรษฐกิจ  แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เหมือนกับการแต่งงานซึ่งทำให้คนสองคนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน  สิ่งเดียวกันนี้บังเกิดขึ้นในศีลมหาสนิทด้วย  พระเยซูคริสต์ทรงกลายเป็นกายและโลหิตเดียวกันกับเรา  เพราะเรามีเนื้อและพระโลหิตของพระองค์อยู่ในตัวของเรา  และเราก็เป็นเหมือนพระแม่มารีย์ด้วย  เพราะพระนางทรงรับพระเยซูไว้ในครรภ์ของพระนางเป็นเวลา 9 เดือน  พันธสัญญานี้มีความหมายว่าบัดนี้เราเป็นสมาชิกในครอบครัวแล้ว  เปรียบเหมือนเด็กที่เกิดมาแล้วและเขาได้กลายเป็นทายาทที่มีสิทธิในมรดก  เช่นเดียวกับในการรับศีลล้างบาป  เราได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า  เรามีพระเจ้าเป็นบิดาของเรา  มีพระเยซูเจ้าเป็นพระผู้ไถ่ของเรา  และมีพระจิตเจ้าเป็นผู้คอยช่วยเหลือเรา  เมื่อมีการแต่งงาน  คู่แต่งงานได้เข้าไปอยู่ในครอบครัวของแต่ละฝ่าย  บิดามารดาของเจ้าสาวก็กลายเป็นบิดามารดาของฝ่ายชาย  และบิดามารดาของฝ่ายชายก็กลายเป็นบิดามารดาของเจ้าสาวเช่นกัน  เมื่อทั้งคู่มีลูก  ลูกที่เกิดมาก็เข้ามาอยู่ในครอบครัวของพวกเขา  ลูกมีทั้งบิดาและมารดา  ด้วยเหตุนี้พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับยอห์นว่า “นี่คือแม่ของท่าน”  (ยน.19:27)  เมื่อเราเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า เราจึงควรทำเช่นเดียวกับยอห์นซึ่งรับพระมารดามารีย์มาอยู่ในบ้านของตน  เราก็ต้องรับพระมารดามารีย์มาอยู่ในหัวใจของเราเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อัศจรรย์วันพุธรับเถ้าปี 1218


“เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  ถ้าท่านมีความเชื่อเพียงเท่าเมล็ดมัสตาด  ท่านจะบอกแก่ภูเขาว่า  จงย้ายไปจากที่นี่ มันก็จะเชื่อฟังท่าน  ไม่มีสิ่งใดที่ท่านจะทำไม่ได้” – (มธ. 17.20)
จากหนังสือ Butler’s Lives of Saints ได้บันทึกไว้ว่า - วันพุธรับเถ้าของปี 1218  น.โดมินิคซึ่งมีอายุ 48 ปี  กำลังปรึกษางานอยู่กับพระคาร์ดินัลในห้อง  ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา  เข้าร้องห่มร้องไห้ใหญ่โต  เขานำข่าวร้ายมาบอกว่า  หลานชายของพระคาร์ดินัลถูกฆ่าตาย
ในตอนแรก  ทุกคนรู้สึกงุนงงและเงียบไปพักใหญ่  พระคาร์ดินัลตกใจและเศร้าโศกมาก  น.โดมินิคพยายามพูดจากปลอบโยน  แล้วน.โดมินิคก็สั่งให้นำศพผู้ตายมาและให้เตรียมประกอบพิธีมิสซาที่โบสถ์ใกล้เคียงทันที
ในระหว่างพิธีมิสซา  น.โดมินิครู้สึกเศร้าใจและร้องไห้  เมื่อถึงตอนเสกศีลก็มีบางสิ่งที่เหลือเชื่อเกิดขึ้น  ขณะที่น.โดมินิคยกแผ่นศีลและถ้วยกาลิกส์ขึ้น  ท่านก็ตกอยู่ในภวังค์และตัวก็ลอยสูงขึ้น  ทุกคนที่อยู่ที่นั่นได้เห็นกันหมด
เมื่อพิธีจบลงแล้ว  น.โดมินิคนำทุกคนไปที่ศพของผู้ตาย  ท่านคุกเข่าและสวดภาวนาอย่างเงียบๆสักพักหนึ่ง  แล้วก็ลุกขึ้นยืน  ทำสำคัญมหากางเขน  แล้วตัวของน.โดมินิคก็ลอยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  ท่านพูดเสียงดังว่า “เราขอบอกท่าน  ในพระนามของพระเยซูคริสต์พระผู้ไถ่ของเรา  จงลุกขึ้น”
ด้วยฤทธานุภาพของพระเป็นเจ้า  ต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย  คนตายก็กลับฟื้นมีชีวิตและลุกขึ้นยืน  ข่าวอัศจรรย์นี้แพร่กระจายไปในเมืองอย่างรวดเร็ว  ชาวเมืองและแม้แต่พระสันตะปาปาก็ทราบข่าวนี้   และทุกคนก็เฉลิมฉลองสรรเสริญพระเป็นเจ้า

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นักบุญ-3

ถ้าจะมีคำใดที่ใช้บรรยายชีวิตของ น. ปีเตอร์ จูเลียน เอียมาร์ด Saint Peter Julian Eymard ได้แล้วก็คงเป็นคำว่า “เข็นครกขึ้นภูเขา” นั่นแหละ
>>>อ่านต่อ 

พระสันตปาปาพบกับพระอัยกา


HAVANA -- เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ก.พ. 2016 พระสันตปาปาฟรังซิสได้พบก้บพระอัยกาคิริลแห่งศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์  นับเป็นประวัติศาสตร์ของการพัฒนาความสัมพันธ์ในรอบ 1000 ปีจากการแบ่งแยกกัน
ในห้อง VIP ของสนามบินแห่งชาติในกรุงฮาวานา ของคิวบา  เมื่อได้พบกันพระสันตปาปาฟรังซิส ตรัสว่า “ในที่สุด” แล้วทรงโอบกอดพระอัยกาคิริล  แล้วตรัสต่อไปว่า “เราเป็นพี่น้องกัน”  ทั้งสองจูบทักทายกันสามครั้งตามธรรมเนียมตะวันออก  พระอัยกาคิริลตรัสกับพระสันตปาปาผ่านทางล่ามว่า  “บัดนี้ สิ่งต่างๆก็ง่ายขึ้นแล้ว”  การพบกันนี้ใช้เวลานาน 3 ชั่วโมง

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นักบุญอากาทา


อากาทา แปลว่า ดี,ความดี
ชีวิตของนักบุญอากาทา ก็คล้ายกับนักบุญอักแนส  ทั้งสองเป็นพรหมจารีย์มรณสักขีในยุคต้นของพระศาสนจักร  แต่สำหรับนักบุญอากาทาเกือบไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเธอในประวัติศาสตร์เลย  เว้นแต่บอกว่าเธอเป็นมรณสักขีที่เมืองซิซิลี  ในอิตาลี  ในระหว่างการเบียดเบียนศาสนาของจักรพรรดิ์เดซีอุส ในปี ค.ศ.251 ตามตำนานเล่าไว้ในลักษณะคล้ายกับนักบุญอักแนส  อากาทาถูกจับในฐานะเป็นคริสตชน  เธอถูกทรมานและถูกส่งตัวไปที่สำนักโสเภณี  แต่เธอได้รับการปกป้องให้พ้นจากความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลาย  ในที่สุดเธอก็ถูกนำไปประหารชีวิต 
นักบุญอากาทาเป็นองค์อุปถัมภ์ของเมืองปาเลโม และคาตาเนีย  ในปีที่เธอเสียชีวิต  ภูเขาไฟเอ็ตน่าได้ปะทุขึ้น  แต่โดยอาศัยการเข้าแทรกแซงช่วยเหลือจากนักบุญอากาทา  ตามคำวอนขอของชาวเมือง  ภูเขาไฟจึงได้สงบลง
              ตามตำนานเล่าว่า  เมื่อนักบุญอากาทาถูกจับ  เธอสวดภาวนาว่า “พระเยซูเจ้าข้า  พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของทุกสิ่ง  พระองค์ทรงมองเห็นในใจของลูก  พระองค์ทรงทราบความปรารถนาของลูก  พระองค์เป็นเจ้าของตัวลูก  ลูกเป็นแกะของพระองค์  โปรดทำให้ลูกมีคุณค่าพอที่จะเอาชนะปีศาจด้วยเทอญ”  และระหว่างที่อยู่ในคุก  เธอสวดว่า “พระเยซูเจ้าข้า  องค์พระผู้สร้างของลูก  พระองค์ทรงปกป้องลูกตั้งแต่ลูกยังอยู่ในเปล  พระองค์ทรงนำลูกให้พ้นจากความรักต่อโลกและทรงประทานความอดทนและความทุกข์แก่ลูก  บัดนี้โปรดรับวิญญาณของลูกด้วยเถิด”

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระสันตปาปาจะพบกับพระอัยกาคิริล


VATICANCITY : พระสันตปาปาฟรังซิสจะเสด็จเยือนเม็กซิโกในระหว่างวันที่ 12-18 กุมภาพันธ์นี้  และจะทรงหยุดแวะที่คิวบาเพื่อพบกับพระอัยกาแห่งพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์แห่งรัสเซีย  นับเป็นการพบกันครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร  ต่อไปนี้เป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ Fuller
พระศาสนจักรและศาสนจักรแห่งรัสเซียมีความยินดีที่จะประกาศว่า  ด้วยพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า  พระสันตปาปาฟรังซิสและพระอัยกาคิริลแห่งมอสโคและแห่งรัสเซียจะพบกันในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2016  การพบกันจะมีขึ้นที่คิวบา  โดยพระสันตะปาปาจะหยุดแวะในระหว่างการเดินทางไปเม็กซิโก  ส่วนพระอัยกาจะเยี่ยมคิวบาอย่างเป็นทางการ  จะมีการสนทนากันที่สนามบิน โจเซี่ มาร์ติในกรุงฮาวานา  และจะมีการลงนามประกาศร่วมกันด้วย
            การพบกันระหว่างหัวหน้าพระศาสนจักรคาทอลิกและศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย  หลังจากที่มีการเตรียมการอย่างเป็นเวลานานครั้งนี้  จะเป็นการพบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์และจะเป็นขั้นสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรทั้งสอง  พระสันตปาปาและพระอัยกาแห่งมอสโคยังหวังว่านี่จะเป็นเครื่องหมายแห่งความหวังสำหรับประชาชนผู้ที่มีน้ำใจดีทั้งหลาย  ทั้งสองท่านต่างเชื้อเชิญให้คริสตชนทุกคนสวดภาวนาเพื่อที่พระเป็นเจ้าจะทรงประทานพระพรสำหรับการพบกันครั้งนี้  เพื่อที่จะได้บังเกิดผลที่ดีตามมา

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ร่างของคุณพ่อปีโอถึงกรุงโรม



CNA Vatican City, Feb 4, 2016 / 10:03 am- พระธาตุร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อยของคุณพ่อปีโอ ได้มาถึงกรุงโรมเป็นครั้งแรก  และจะไปตั้งอยู่ใกล้กับพระธาตุของนักบุญลีโอโปลด์  แมนดิค  นี่ถือเป็นการเริ่มต้นของปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม  พระธาตุทั้งสองจะตั้งอยู่ในอาสนวิหารนักบุญลอเรนซ์ ในกรุงโรมตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2016  นักบุญทั้งสองท่านมีชื่อเสียงในด้านการเป็นผู้ฟังสารภาพบาป  ทั้งนี้เพื่อบอกทุกคนให้หันกลับมาคืนดีกับพระเป็นเจ้าและพระศาสนจักรในระหว่างปีศักดิ์สิทธิ์นี้  ด้วยการไปสารภาพบาปแก้ไขความผิดของตน

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

นักบุญ-2

ถ้าจะมีคำใดที่ใช้บรรยายชีวิตของ น. ปีเตอร์ จูเลียน เอียมาร์ด Saint Peter Julian Eymard ได้แล้วก็คงเป็นคำว่า “เข็นครกขึ้นภูเขา” นั่นแหละ
>>>อ่านต่อ 

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระนางมารีย์ที่ฟาติมา

พระนางมารีย์ทรงประจักษ์มาหลายครั้งในระยะสุดท้ายของยุคสมัยนี้  เพื่อเตือนมนุษย์ให้กลับมาหาองค์พระบุตรของพระนาง  การประจักษ์ครั้งสำคัญที่สุดคือที่ฟาติมา  ประเทศโปรตุเกสในปี 1917  แม่พระทรงเตือนเกี่ยวกับการมาของลัทธิคอมมิวนิสต์และการปฏิวัติที่ปราศจากพระเจ้าซึ่งจะแพร่กระจายไปทั่วโลก  แม่พระทรงขอร้องให้เราทุกคนสวดสายประคำทุกวันเพื่อสันติภาพของโลก  ครั้งสุดท้ายที่แม่พระประจักษ์คือเดือนตุลาคม 1917  และไม่กี่วันหลังจากการประจักษ์  ก็มีการปฏิวัติของกษฏบอลเชวิคในประเทศรัสเซีย  สิ่งที่น่าสนใจคือ  ลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปเริ่มต้นโดยบรรดากรรมกรที่ไม่เชื่อในพระเจ้าทำการปฏิวัติบนท้องถนนของรัสเซียในปี 1917  และต่อมาลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ถูกโค่นทำลายลงโดยบรรดากรรมกรคาทอลิกที่ลุกขึ้นต่อต้านบนถนนในประเทศโปแลนด์ (ประเทศซึ่งศรัทธาในแม่พระมาก) ในปี 1989 (72 ปี)
ย้อนกลับมาที่ฟาติมาในเดือนตุลาคม  มีอัศจรรย์ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นต่อหน้าสายตาประชาชนหลายหมื่นคน  คืออัศจรรย์ดวงอาทิตย์  และอัศจรรย์สำคัญนี้ถูกบันทึกและแพร่ข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ดำเนินงานโดยกลุ่มฟรีเมซอน  แม่พระยังทรงทำนายถึงความทุกข์ยากที่น่ากลัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (เวลานั้นสงครามโลกครั้งที่1 ใกล้จะยุติ)  ถ้าหากประชาชนยังไม่กลับใจ  และในปี 1939 เยอรมนีก็ยกทัพโจมตีโปแลนด์  สงครามโลกครั้ง 2 อุบัติขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีสหรัฐที่เพิรล์ฮาเบอร์ในวันที่ 7 ธ.ค. 1947  แต่สุดท้ายญี่ปุ่นก็ยอมแพ้ในวันที่ 15 ส.ค. 1945 ซึ่งตรงกับวันฉลองแม่พระเสด็จขึ้นสวรรค์

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ไม่มีแม่พระก็ไม่มีพระเยซูเจ้า

ไม่มีแม่พระก็ไม่มีพระเยซูเจ้า  ไม่รู้จักแม่พระก็ไม่รู้จักพระเยซูเจ้า
แม่พระทรงให้กำเนิดพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นปังแห่งชีวิต ที่”เบ็ทเลเฮ็ม” ซึ่งเป็นภาษายิวแปลว่า “บ้านขนมปัง”  แม่พระทรงวางพระกุมารไว้ในรางหญ้า (รางหญ้า = manger มาจากคำว่า mangia ซึ่งแปลว่า “สำหรับกิน”) รางหญ้ามีไว้เพื่อให้อาหารแกะ  นี่เป็นสัญลักษณ์ในการที่เราเข้าไปรับศีลมหาสนิท  พระคริสต์ทรงบังเกิดในสถานที่อันต่ำต้อย  แต่สถานที่อันต่ำต้อยนี้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยการประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์  ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูเจ้าทรงมาประทับอยู่ในสถานที่อันต่ำต้อยอีกแห่งหนึ่ง  นั่นคือร่างกายที่ต่ำต้อยเพราะบาปของเรา  พระองค์ทรงทำให้ร่างกายนี้ศักดิ์สิทธิ์  ถ้าปราศจากพระคริสต์  ซาตานจะเข้าครอบครองพวกเราทั้งหมด  แม่พระทรงเป็นมารดาที่น่ารัก  พระนางทรงเลี้ยงดูพวกเราด้วยพระบุตรของพระนางในศีลมหาสนิท  เพื่อที่พวกเราจะได้มีชีวิตนิรันดร  และพระนางปรารถนาให้เราทุกคนทำความสะอาดจิตใจของเราด้วยการไปรับศีลอภัยบาป  ในศีลอภัยบาปพวกเราได้บังเกิดใหม่ได้ชีวิตใหม่  และผู้บังเกิดมาย่อมต้องมีมารดา  และพระนางมารีย์ทรงเป็นมารดาของพวกเรา  ตามที่พระคัมภีร์วิวรณ์12:17 กล่าวไว้ว่า “และพวกเราจะเป็นลูกของพระนาง   ถ้าเราเป็นพยานยืนยันถึงพระคริสต์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์” 

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระดำรัสสำหรับเทศกาลมหาพรต2016


ROME — พระสันตปาปาฟรังซิสทรงเตือน “ผู้ร่ำรวยและมีอำนาจ” ว่า ถ้าพวกเขาละเลยคนยากจนซึ่งอยู่ใกล้พวกเขา (คนยากจนผู้เป็นเหมือนพระคริสต์อีกองค์หนึ่ง)  พวกเขาจะจบชีวิตในนรก
พระสันตะปาปาวิงวอนคริสตชนทุกคนให้ใช้เวลา 40 วันในเทศกาลมหาพรตที่จะเริ่มต้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เพื่อ”เอาชนะความโน้มเอียงที่ไม่ดี”ของตน  โดยฟังพระวาจาของพระเจ้าและปฏิบัติกิจเมตตา
โดยการให้อาหารแก่ผู้หิวโหย  ให้เสื้อผ้าแก่ผู้เปล่าเปลือย  ให้ที่พักแก่ผู้ไร้บ้าน  การเยี่ยมผู้ขัดสน  การให้คำปรึกษา และให้อภัยเหมือนที่พระคริสต์ทรงให้อภัย
“โดยการสัมผัสร่างกายของพระเยซูผู้ถูกตรึงกางเขนด้วยความทรมาน  คนบาปจะสามารถรับพระพรที่จะทำให้เขาตระหนักว่า  พวกเขาก็เป็นคนยากจนขัดสนด้วยเช่นกัน”
พระคริสต์กลับกลายเป็นผู้มองเห็นได้ในผู้ที่ทุกข์ทรมาน  ผู้ถูกบดขยี้  ผู้เจ็บป่วย  ผู้หิวโหยอดอาหารและผู้ลี้ภัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือผู้ที่ได้รับการเบียดเบียนเพราะความเชื่อของพวกเขาซึ่งมีอยู่ทั่วโลก
โดยอาศัยกิจการแห่งความเมตตาเท่านั้นที่ผู้มีอำนาจและคนร่ำรวยสามารถได้รับการโอบกอดและความรักจากพระเยซู พระผู้ทรงถูกตรึงกางเขนและกลับคืนชีพเพื่อพวกเขา
ความรักของพระคริสต์เป็นคำตอบสำหรับ “การได้รับความสุขและความรักนิรันดร แทนสิ่งที่เราคิดว่ามันให้ความสุขด้วยอุปมัยของความรู้, อำนาจและความร่ำรวย”
“แต่อันตรายยังมีอยู่เสมอสำหรับผู้มีใจหยิ่งทะนง  คนร่ำรวยและผู้มีอำนาจ  ถ้าพวกเขาปิดประตูหัวใจของเขาต่อพระคริสต์ผู้ทรงเคาะประตูเรียกพวกเขาในตัวของผู้ยากจน  พวกเขาจะจบชีวิตและสาปแช่งตัวเองให้ตกลงสู่ห้วงมหรรณพอันโดดเดี่ยวอ้างว้างนั่นก็คือนรก”
 “พวกเขาคิดว่าตัวเองร่ำรวย  แต่แท้ที่จริงพวกเขายากจนที่สุดในบรรดาความยากจน  เพราะพวกเขาเป็นทาสของบาป  โดยการไม่ใช้ความร่ำรวยและอำนาจเพื่อรับใช้พระเจ้าและคนอื่นๆ  แต่จงรับรู้ในส่วนลึกของหัวใจของเขาเถอะว่า  พวกเขาก็เช่นกัน  เป็นเพียงคนยากจนและขอทานเท่านั้น”
 “ยิ่งมีอำนาจและร่ำรวยมากเท่าไร  ความมืดบอดและการหลอกลวงก็มีมากขึ้นเท่านั้น  พวกเขามืดบอดต่อพระคริสต์  พระผู้ทรงพร่ำวิงวอนพวกเขาโดยผ่านทางคนยากจนและสาส์นของเรา”
เทศกาลมหาพระกินเวลา 40 วัน  เป็นเวลาสำหรับทำพลีกรรมการอดอาหาร  สวดภาวนา  และกลับใจใช้โทษบาป  เริ่มต้นในวันพุธรับเถ้า 10 กุมภาพันธ์  และเตรียมจิตใจสำหรับวันอิสเตอร์ที่จะมาถึงซึ่งตรงกับวันที่ 24 มีนาคม