พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข

พระสงฆ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ดอน โดลินโด(Don Dolindo)ได้อธิบายคำว่า “มีใจยากจน”ดังนี้ - เขาเน้นย้ำว่าคำนี้ไม่เพียงแต่หมายถึงความยากจนฝ่ายวัตถุเท่านั้น แต่ยังหมายถึงทัศนคติภายในของการเลิกคิดแบบหัวรุนแรงอีกด้วย ผู้ที่ยากจนฝ่ายวิญญาณจะ “แยกตัวออกจากทุกสิ่ง” และไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากพระเจ้าเท่านั้น จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ถูกรบกวนด้วยปัญญาทางโลกและเปิดกว้างต่อแสงสว่างของพระเจ้าอย่างเรียบง่าย ความยากจนฝ่ายวิญญาณนี้ทำให้ได้รับความดีสูงสุดอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังให้อิสรภาพภายในที่จะยอมสละละทิ้งสิ่งต่างๆฝ่ายวัตถุด้วยใจสงบ, อดทนต่อความอยุติธรรมที่ได้รับ, และละทิ้งความสะดวกสบายเพื่อประกอบกิจกุศล 
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้มีใจยากจนพึ่งพาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ โดยวางใจในพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า,พระบิดา และพิจารณาตนเองว่าไม่มีอะไรเลย พวกเขาไม่ไว้วางใจในความสามารถของตนเอง แต่วางใจในความดีงามและพระเมตตาของพระเจ้าอย่างเต็มที่ ดอน โดลินโดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าความสมัครใจรับความยากจนฝ่ายวิญญาณเป็นเรื่องยาก แต่นั่นจะทำให้ได้รับพระพรอย่างลึกซึ้ง มันปลดปล่อยเราจากการยึดติดกับสิ่งของชั่วคราวของโลกและนำเราไปสู่ความดีนิรันดร เขากล่าวด้วยภาพพจน์ที่สดใสว่า: “ความยากจนโดยสมัครใจ,หรือความยากจนของวิญญาณ,เป็นการลดสัมภาระของชีวิตได้อย่างแน่นอน มันให้อิสรภาพแก่วิญญาณในการโบยบิน” ความเบาลงของวิญญาณนี้ตรงกันข้ามกับโลกที่ “ทำให้ชีวิตหนักอึ้งมาก” 

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การอดอาหาร


การอดอาหารช่วยชำระล้างจิตวิญญาณ,ยกจิตใจให้สูงขึ้น,ทำให้เนื้อหนังจำนนต่อวิญญาณ - ทำให้ใจสำนึกผิดและถ่อมตน, ขจัดเมฆแห่งตัณหา, ดับไฟแห่งราคะ, จุดไฟแห่งความบริสุทธิ์อันแท้จริง
- นักบุญ ออกัสติน 

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันพุธรับเถ้า วันเริ่มต้นของเทศกาลมหาพรต


เมื่อวันพุธรับเถ้าตรงกับวันวาเลนไทน์ปีนี้ ชาวคาทอลิกจะทำอย่างไร? 
 ในช่วงเริ่มต้นของเทศกาลมหาพรต เมื่อชาวคาทอลิกเตรียมตัวสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ทั้งในด้านจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ ชาวคาทอลิกจะต้องอดอาหารและงดเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่คุณยังสามารถเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์ได้ – บางทีโดยการ ให้ของขวัญคนรักของคุณในวันอังคาร (มาร์ดิกราส์) งดทานเนื้อสัตว์ในวันพุธวาเลนไทน์ อดอาหารโดยทานอิ่มเพียงมื้อเดียว(ยกเว้นสำหรับเด็กเล็ก)  ในช่วงมหาพรตเราจะไม่ใช้คำ"อัลเลลูยา"ในพิธีมิสซา 

ความหมายของการโปรยเถ้ามีสองความหมาย เมื่อพระสงฆ์โปรยเถ้าบนศีรษะท่านจะพูดวาจาจากพระคัมภีร์คือ 
- “จงกลับใจและเชื่อในพระวรสาร” (มาร์โก 1:15) ในเทศกาลมหาพรตเราได้รับการเรียกร้องให้กลับใจอย่างแท้จริง ให้ปฏิเสธบาปและรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดหัวใจ สิ้นสุดสติปัญญา และสิ้นสุดกำลังของเรา
- “จงจำไว้ว่าท่านเป็นฝุ่นดินและเจ้าจะกลับเป็นฝุ่นดิน” (ปฐมกาล 3:19) ความหมายคือ ชีวิตของเราในโลกนี้นั้นสั้นนัก และนิรันดรภาพคือการดำรงอยู่ตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด เราอาจจะได้รับความรอดและอยู่ในสวรรค์ หรืออาจจะสูญเสียและต้องไปนรก ทั้งสองกรณีจะเป็นนิรันดร มนุษย์อาจลืมไปว่าเขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเขาจะต้องตายและจะไม่กลับมาอยู่ในโลกนี้อีก  

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

คำทำนายของนักบุญ


“ปีศาจพยายามอยู่เสมอ,โดยใช้คนนอกรีต, ที่จะลบล้างพิธีมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนเหล่านั้นเป็นบรรพบุรุษของแอนตี้ไครส์, ผู้ซึ่งก่อนสิ่งอื่นใด,จะพยายามยกเลิกศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชา เพื่อเป็นการลงโทษบาปของมนุษย์ ตามคำพยากรณ์ของดาเนียลว่า 'และทรงประทานกำลังแก่เขาเพื่อต่อสู้กับเครื่องบูชาเนืองนิตย์' (ดาเนียล 8:12)" 
-- นักบุญอัลฟองซัส ลิกัวรี นักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (1696-1787)
 
พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 (1876-1958): 
“เราเชื่อว่าเวลาปัจจุบันเป็นช่วงที่น่าหวาดกลัวของเหตุการณ์ที่พระคริสต์ทรงทำนายไว้ล่วงหน้า ดูเหมือนว่าความมืดมิดกำลังจะมาเยือนโลก มนุษยชาติตกอยู่ในวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด”
 
นักบุญยอห์น บอสโก (ค.ศ. 1815-1888) 
 “ลูกๆของท่านขอขนมปังแห่งความเชื่อแต่ไม่มีใครหักปังให้พวกเขา . . โรมที่อกตัญญู โรมที่อ่อนแอ โรมที่หยิ่งผยอง . . โดยลืมไปว่าเกียรติและสง่าราศีที่แท้จริงของท่านอยู่ที่กอลโกธา . . วิบัติแก่ท่านที่ทำให้กฎบัญญัติของเรากลายเป็นคำพูดไร้สาระสำหรับท่าน” 
“จะมีสังคายนาสากลในศตวรรษหน้า, หลังจากนั้นจะเกิดความวุ่นวายในพระศาสนจักร” 
คำทำนายนี้เกิดขึ้นในปี 1862
 

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

มาลาของพระสังฆราชคาทอลิก

มาลาหรือหมวกของพระสังฆราชคาทอลิก มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ เราเรียกมาลานี้ว่า Mitre เป็นภาษากรีก แปลว่า Crown มงกุฎ ดังนั้นมาลานี้คือมงกุฎของพระสังฆราช มาลามงกุฏมียอดแหลมสองยอดชี้ขึ้นสู่สวรรค์ ยอดแหลมสองยอดนี้มีความหมาย ยอดแหลมอันหนึ่งเป็นสัญญลักษณ์หมายถึงพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้า ส่วนยอดแหลมอีกอันหนึ่งหมายถึงพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกัน แต่เป็นพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นมนุษย์ ยอดแหลมอยู่ในมาลาเดียวกัน นั่นคือพระเยซูเจ้าพระองค์เดียวมีสองธรรมชาติ คือเป็นพระเจ้าและมนุษย์ รูปทรงของมาลาดูเหมือนภูเขา(บางคนบอกว่าดูเหมือนปลา อาจเป็นปลาฉลาม) ซึ่งหมายถึงพระศาสนจักร เพราะพระเยซูเจ้าทรงตั้งพระศาสนจักรบนศิลา คือนักบุญเปโตร รูปทรงที่เหมือนภูเขาทำให้เรานึกถึงศิลานั่นเอง 
นอกจากนี้ยังมีผ้าแถบสองอันต่อมาจากมาลานี้และห้อยอยู่ทางด้านหลัง  ผ้าแถบทั้งสองก็มีความหมายเช่นเดียวกัน ผ้าแถบอันหนึ่งหมายถึง พระคัมภีร์พระธรรมเก่า และผ้าแถบอีกอันหนึ่งหมายถึงพระคัมภีร์พระธรรมใหม่ 
มาลามงกุฎของพระสังฆราช จึงเป็นสัญญลักษณ์หมายถึงอำนาจปกครองของพระสังฆราชที่ได้รับมาจากพระเยซูเจ้าและพระศาสนจักร เพื่อสั่งสอนพระวาจาของพระเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมเก่าและพระธรรมใหม่