พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567

รับใช้ผู้เจ็บป่วยคือรับใช้พระคริสต์

"เมื่อฉันทำความสะอาดบาดแผลของคนยากจน ฉันกำลังทำความสะอาดบาดแผลของพระคริสต์" " (นักบุญคุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา) 

ผมยังจำชายชราคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน,ซึ่งเสียชีวิตด้วยใบหน้าที่เป็นสุข,เพราะมีบรรดาซิสเตอร์ที่อ่อนหวานที่ร้องเพลงให้เขาฟังอย่างอ่อนโยนและสวดภาวนาร่วมกับเขา ดังที่คุณแม่เทเรซากล่าวไว้ "เมื่อฉันทำความสะอาดบาดแผลของคนยากจน ฉันก็กำลังทำความสะอาดบาดแผลของพระคริสต์" ประจักษ์พยานของชายชราเกี่ยวกับความเชื่อที่มีชีวิต ทำให้ความเชื่อของผมเติบโตและมีวัยวุฒิ เขาทำให้ผมรู้ว่าการเป็นคริสตชนไม่ใช่แค่การรักพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการรู้จักพระองค์ในผู้อื่นด้วย.. 

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567

พระเยซูเจ้าตรัสกับนักบุญเมชทิลด์


พระเยซูเจ้าปรากฏแก่นักบุญเมคทิลด์(St. Mechtilde)โดยทรงยื่นพระหัตถ์และบาดแผลที่เปิดออกของพระองค์ 
“เมื่อถูกตรึงแขวนอยู่บนไม้กางเขน” พระองค์ตรัส “บาดแผลทั้งหมดของเรามีเลือดไหล บาดแผลแต่ละรอยเป็นเสียงร้องวิงวอนต่อพระบิดาเพื่อความรอดของมนุษย์ และบาดแผลทั้งหมดยังคงส่งเสียงร้องทูลต่อพระองค์เพื่อบรรเทาพระพิโรธของพระองค์ต่อคนบาป… ในขณะที่เราถวายธรรมชาติมนุษย์ของเราแด่พระบิดาด้วยความรักอันเหลือล้น เลือดอาบร่างกายของเรา เราเป็นเครื่องถวายบนแท่นบูชาแห่งไม้กางเขน ดังนั้นด้วยความรักแบบเดียวกันนี้,เราจึงถวายตัวของเราแด่พระบิดาเจ้าเพื่อคนบาป เราถวายทุกสิ่งแด่พระองค์ด้วยเครื่องมือแห่งมหาทรมานของเรา,เพื่อสิ่งที่เราปรารถนามากที่สุด,นั่นก็คือ ให้คนบาปกลับใจและมีชีวิต... ตราบใดที่คนบาปยังคงอยู่ในบาป พวกเขาได้ยืดตัวของเราและตรึงไว้บนไม้กางเขน แต่ทันทีที่เขาสำนึกผิดและกลับใจ,เขาได้ปลดปล่อยเรา ราวกับว่าเราได้หลุดออกจากไม้กางเขนแล้ว และเราก็ล้มลงด้วยน้ำหนักทั้งหมดของเราบนตัวเขาเหมือนที่เราล้มลงบนโยเซฟชาวอาริมาเธียในสมัยก่อน ด้วยพระหรรษทานและพระเมตตาของเรา,เรามอบตัวเราไว้ในมือของเขา เพื่อว่าเขาจะกระทำกับเราตามที่เขาพอใจ” 

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567

ซาตานปกครองโลกอย่างไร

ซาตานเป็นเทพเจ้าของโลกได้อย่างไร? พระคัมภีร์ 2โครินทร์ 4:4 บอกเราว่า “ซาตานเป็นเทพเจ้าของโลก เขาทำให้จิตใจของคนมืดบอด เพื่อที่จะไม่เห็นแสงสว่างคือข่าวดีเรื่องพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า” ภาษากรีกเรียกโลกว่า คอสมอส มันเป็นโลกทางกายภาพซึ่งได้แก่ ระเบียบ, แฟชั่น, สังคม, ความบันเทิง, การศึกษา,ฯลฯ และนักบุญเปาโลได้อธิบายว่า ซาตานสร้างอิทธิพลของมันโดยผ่านทางระบบต่างๆที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ปีศาจใช้อำนาจปกครองของมันอย่างไร? มันทำงานผ่านทาง การเมือง,ความบันเทิงรูปแบบต่างๆ,การศึกษา มันทำงานทั้งหมดนี้โดยอยู่เบื้องหลัง,คอยชักใยผู้คนเหมือนหุ่นเชิดในมือของมัน 
มันทำงานโดยผ่านทางมนุษย์ในระบบของโลก,โดยการฉีดความคิดชั่วร้ายของมันเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ เหมือนกับที่เครื่องส่งโทรทัศน์ถ่ายทอดสัญญาณไปในอากาศ,ถึงเครื่องรับในบ้านของผู้คน การเปรียบเทียบนี้สามารถช่วยให้เราเห็นว่าเหตุใดพระคัมภีร์จึงเรียกซาตานว่า “เทพนิกรเจ้าผู้ปกครองชั้นบรรยากาศ คือจิตที่ทำงานในมนุษย์ที่ไม่ยอมเชื่อฟัง ทุกคนก็เคยประพฤติเช่นนี้ในอดีต ปล่อยตนตามราคตัณหา ปฏิบัติตนตามความต้องการและความคิดโดยธรรมชาติฝ่ายต่ำ เราจึงน่าจะถูกพระเจ้าลงโทษเช่นเดียวกับคนอื่น” (เอเฟซัส 2:2–3) 
นี่ไม่ได้หมายความว่ามันปกครองโลกโดยสมบูรณ์ พระเจ้ายังคงทรงอำนาจสูงสุด แต่พระเจ้า,ด้วยพระปรีชาญาณอันไม่มีขอบเขตของพระองค์,ได้ยอมให้ซาตานดำเนินการในโลกนี้ภายในขอบเขตที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับมัน เมื่อพระคัมภีร์กล่าวว่าซาตานมีอำนาจเหนือโลก เราต้องจำไว้ว่าพระเจ้าประทานอำนาจแก่มันเหนือผู้ที่ไม่เชื่อเท่านั้น ผู้เชื่อไม่อยู่ภายใต้การปกครองของซาตานอีกต่อไป (โคโลสี 1:13) ในทางกลับกัน ผู้ไม่เชื่อก็ติดอยู่ใน "บ่วงของมาร" (2 ทิโมธี 2:26) ตกอยู่ใน "อำนาจของมารร้าย" (1 ยอห์น 5:19) และตกเป็นทาสของซาตาน ( เอเฟซัส 2:2)  

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567

พระสงฆ์ผู้ขับไล่ปีศาจ


เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับพลังมนุษย์ แต่ต่อสู้กับเทพนิกรเจ้า
>>>อ่านต่อ

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567

รูปภาพพระนางมารีย์โดย AI


ภาพเหมือนของพระนางมารีย์ที่สร้างขึ้นโดยอ้างอิงผ้าพันพระศพแห่งตูรินและเครื่องมือ AI
>>>อ่านต่อ

วันพฤหัสบดีที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พิธีมิสซาของคุณพ่อปีโอ


ในระหว่างการประกอบพิธีมิสซา,คุณพ่อปิโอร้องไห้สี่ครั้ง ท่านหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวจากแท่นบูชาที่ท่านวางไว้ขึ้นมาแล้วเช็ดน้ำตา ในช่วงเวลาตั้งแต่ภาคถวายจนถึงการเสกศีลมหาสนิท ใบหน้าที่เจ็บปวดของคุณพ่อปีโอส่อแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าที่สถิตย์อยู่ ก่อนการเสกศีล,คุณพ่อจ้องมองที่ไม้กางเขนและน้ำตาก็เริ่มหลั่งอีกครั้ง คุณพ่อถือแผ่นศีลไว้ในมือ, ถวายพระพร, โน้มตัวไปข้างหน้า แล้วพูดว่า “นี่คือกายของเรา” ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ เนื้อสารของแผ่นปังก็เปลี่ยนไปเป็นพระกายของพระคริสต์ ทันใดนั้นร่างกายของคุณพ่อปีโอเริ่มกระตุกด้วยความเจ็บปวด ในเวลาเดียวกัน, ประชาชนสามารถเห็นเลือดเริ่มไหลออกมาจากบาดแผลในมือของคุณพ่อปีโอ และการเคลื่อนไหวของคุณพ่อแสดงให้เห็นว่าท่านพยายามระงับความเจ็บปวดที่สีข้างของท่าน 
ที่มา: Prophet of the People 
 A Biography of Padre Pio 

วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พระเยซูทรงถูกสวมมงกุฏหนาม


แล้วพวกเขาก็สวมมงกุฎหนามที่พระเศียรของพระองค์ มันมีความกว้างประมาณสองฝ่ามือ และสานถักกันอย่างชำนาญ โดยมีขอบที่ยื่นออกมาด้านบน พวกเขาวางมงกุฏหนามเหนือคิ้วของพระองค์และยึดติดกิ่งหนามไว้ทางด้านหลังให้แน่นจนกลายเป็นมงกุฎ มันถูกสานกันอย่างชำนาญจากกิ่งหนามที่มีความหนาสามนิ้ว,เป็นหนามที่งอกออกมาตรงๆ ในการถักมงกุฎนั้นจะต้องออกแบบให้หนามยื่นเข้าด้านในมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มีหนามอยู่สามชนิด ตามที่เราเรียกกันว่า buckthorn(บัคธอร์น), blackthorn(แบล็คธอร์น), และhawthorn(ฮอว์ธอร์น) 
 เวลานี้มงกุฎหนามถูกเก็บรักษาไว้ที่อาสนวิหารน็อตเตอร์-ดาม ปารีส 
- จากนิมิตของบุญราศีอันนา คัทเธอรีน เอมเมอริก