พระเมตตาของพระเยซูเจ้า

จงบอกมนุษยชาติที่กำลังเจ็บป่วย ให้เข้ามาใกล้หัวใจอันเมตตาของเรา แล้วเราจะประทานสันติภาพให้แก่มนุษยชาติ พระเมตตาของเราไม่มีวันสิ้นสุดเลย

พระวาจาวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2026 ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง

          เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากแคว้นกาลิลีถึงแม่น้ำจอร์แดน เพื่อรับพิธีล้างจากยอห์น ยอห์นพยายามชักชวนพระองค์ให้เปลี่ยนพระทัย เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าควรจะรับพิธีล้างจากท่าน แต่ท่านกลับมาพบข้าพเจ้า” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เวลานี้ ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก่อน เพราะเราควรจะทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ยอห์นจึงยอมทำตาม เมื่อพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างแล้ว เสด็จขึ้นจากน้ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าเปิดออก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระจิตของพระเจ้าเสด็จลงมา เหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”
(มัทธิว 3:13-17)








วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2566

ปราสาทฝ่ายจิต 4


โดยนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา 
ปราสาทชั้นที่สี่  

เนื่องจากปราสาทชั้นที่สี่นี้อยู่ใกล้ที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์,จึงมีความสวยงามมาก และสิ่งที่เห็นและได้ยินในปราสาทชั้นนี้นั้นละเอียดอ่อนมาก จนบุคคลผู้หนึ่งบอกเราว่า “จิตใจไม่สามารถจินตนาการถึงสิ่งนี้ได้” เขาคือคนที่ได้รับพระพรให้ได้มีประสบการณ์เหล่านี้  
 ดูเหมือนว่าคนๆหนึ่งต้องอยู่ในชั้นเดิมของปราสาทเป็นเวลานานก่อนที่จะเข้ามาถึงชั้นที่สี่ได้ แต่ตามที่ท่านคงเคยได้ยินบ่อยๆว่าไม่มีกฎตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับพระเจ้าว่าทรงประทานให้เมื่อใด,อย่างไร,แก่ผู้ซึ่งพระองค์ทรงประสงค์ สมบัตินั้นเป็นของพระองค์ และการเลือกของพระองค์ไม่ได้ทำผิดต่อผู้ใด สัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษไม่ค่อยเข้ามาในชั้นนี้ และถ้าพวกมันเข้ามาก็สร้างประโยชน์มากกว่าทำอันตราย ฉันคิดว่ามันดีกว่ามากสำหรับพวกเขาที่จะเข้าไปทำสงครามกับวิญญาณในสถานะของการสวดภาวนานี้ หากไม่ถูกล่อลวง บางครั้งปีศาจอาจหลอกให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับการปลอบประโลมจากเบื้องบน....ฉันคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระจิตจะสถิตอยู่ภายในเราตลอดเวลาในระดับเดียวกันระหว่างการถูกเนรเทศในโลก 
ตอนนี้ฉันจะอธิบายความแตกต่างระหว่างความอ่อนหวานที่เรารู้สึกในระหว่างการสวดภาวนาและการปลอบประโลมฝ่ายจิตตามที่ฉันสัญญาไว้ สำหรับฉันแล้วดูเหมือนว่าสิ่งที่เราได้มาในการพินิจใคร่ครวญและการวิงวอนต่อพระเจ้าอาจเรียกว่าเป็น 'ความอ่อนหวานในความศรัทธา' มันเป็นไปตามธรรมชาติและได้รับความช่วยเหลือจากพระหรรษทานของพระเจ้า ความอ่อนหวานนี้เกิดขึ้นจากการงานที่ดีที่เราทำเป็นหลัก และเป็นผลมาจากการออกแรงของเรา ขอให้เรารู้สึกมีความสุขเถิด เราจะพบว่าเรื่องทางโลกหลายอย่างทำให้เรามีความสุขที่คล้ายกัน เช่น การได้ลาภก้อนโตมาโดยไม่คาดคิด การได้พบเพื่อนรักอย่างกะทันหัน หรือการประสบความสำเร็จในกิจการสำคัญซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกในทางโลก....ฉันได้เห็นบางคนร้องไห้เมื่อสัมผัสความสุขเช่นนี้ ฉันถือว่าทั้งความสุขเหล่านี้และสิ่งที่เรารู้สึกในเรื่องทางศาสนาเป็นเรื่องตามธรรมชาติ....กล่าวโดยย่อคือ เริ่มต้นในตัวเราและสิ้นสุดในพระเจ้า ตรงกันข้าม การปลอบประโลมทางวิญญาณเกิดขึ้นจากพระเจ้า และเป็นธรรมชาติของเราเมื่อรู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้น,ที่จะชื่นชมยินดีในสิ่งเหล่านั้น 

Source: The Interior Castle Or The Mansions 
#Catholic 4 Life  
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น